thansettakij
thansettakij
ผ่าอาณาจักร 'กลุ่มโอเปก OPEC ' รอยร้าวและจุดเปลี่ยนสำคัญผู้กุมน้ำมันโลก

ผ่าอาณาจักร 'กลุ่มโอเปก OPEC ' รอยร้าวและจุดเปลี่ยนสำคัญผู้กุมน้ำมันโลก

29 เม.ย. 69 | 06:16 น.
อัปเดตล่าสุด :29 เม.ย. 69 | 07:24 น.

ทำความรู้จัก "องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน" หรือ กลุ่มโอเปก : OPEC กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในรอบ 60 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง เมื่อ UAE โบกมือลาการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ สั่นสะเทือนวงการพลังงานของโลก แต่ก็กลายเป็นโอกาสของประเทศไทย

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกโอเปกและโอเปกพลัส (OPEC+) อย่างกะทันหันในวันที่ 28 เมษายน 2569  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป การตัดสินใจครั้งนี้ของ UAE ซึ่งร่วมเป็นสมาชิกมาตั้งแต่ปี 1967 (ผ่านรัฐอาบูดาบี) ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ เพราะ UAE เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่ม และเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่มี กำลังการผลิตส่วนเกิน (Spare Capacity) ในระดับสูงรองจากซาอุดีอาระเบียเท่านั้น

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการผลิตน้ำมันเท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับยุทธศาสตร์ชาติขนานใหญ่ของหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง (Ripple Effects) ไปยังห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

วิวัฒนาการและโครงสร้างสถาบันของโอเปก (OPEC) ในศตวรรษที่ 21

องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (OPEC) ก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในช่วงการประชุมที่กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ระหว่างวันที่ 10–14 กันยายน 1960 โดยมีเป้าหมายหลักในการประสานงานนโยบายปิโตรเลียมของรัฐสมาชิก เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในการเจรจากับบริษัทน้ำมันข้ามชาติและควบคุมระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกให้มีเสถียรภาพ

OPEC ก่อตั้งขึ้นที่แบกแดด ประเทศอิรัก โดยการลงนามในข้อตกลงเมื่อเดือนกันยายน ปี 1960 โดย 5 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งขององค์การ

ต่อมาประเทศเหล่านี้ได้เข้าร่วมโดยกาตาร์ (1961), อินโดนีเซีย (1962), ลิเบีย (1962), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1967), แอลจีเรีย (1969), ไนจีเรีย (1971), เอกวาดอร์ (1973), กาบอง (1975), แองโกลา (2007), อิเควทอเรียลกินี (2017) และคองโก (2018)

เอกวาดอร์ระงับสมาชิกภาพในเดือนธันวาคม 1992 กลับเข้าร่วม OPEC อีกครั้งในเดือนตุลาคม 2007 แต่ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020

อินโดนีเซียระงับสมาชิกภาพในเดือนมกราคม 2009 กลับมาเป็นสมาชิกอีกครั้งในเดือนมกราคม 2016 แต่ตัดสินใจระงับสมาชิกภาพอีกครั้งในการประชุม OPEC ครั้งที่ 171 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2016

กาบองยกเลิกสมาชิกภาพในเดือนมกราคม 1995 อย่างไรก็ตาม กลับเข้าร่วมองค์กรอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2016

กาตาร์ยกเลิกสมาชิกภาพเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2019 แองโกลาถอนตัวจากการเป็นสมาชิกโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2024

ซึ่งหมายความว่า ปัจจุบัน องค์กรมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อ UAE สิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 จะทำให้กลุ่มเหลือสมาชิกที่ดำเนินกิจกรรมหลักเพียง 11 ประเทศ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เรียกว่า OPEC+ ซึ่งเป็นการขยายความร่วมมือไปยังประเทศนอกกลุ่มโอเปกอีก 10 ประเทศ นำโดยรัสเซีย คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน มาเลเซีย และเม็กซิโก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น 

สำหรับ "สมาชิกสมทบ" (Associate Members) คือประเทศที่ไม่ผ่านเกณฑ์การเป็นสมาชิกสมบูรณ์แต่มีความต้องการเข้าร่วมในกิจกรรมบางประการภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยที่ประชุมโอเปก (OPEC Conference)
 

ศักยภาพการผลิตน้ำมันของประเทศสมาชิกโอเปก

ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 พบข้อมูล กำลังการผลิตยั่งยืน กำลังการผลิตจริง (Actual Production) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Spare Capacity) ของรัฐสมาชิก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการตลาดน้ำมันโลกในกลุ่มโอเปก รวมแล้วมีกำลังผลิตกว่า 33 ล้านบาร์เรลต่อวัน

  1. ซาอุดีอาระเบีย กำลังการผลิตยั่งยืน 12.11 (ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 10.40 (ล้านบาร์เรล/วัน) และ กำลังการผลิตส่วนเกิน 1.71 (ล้านบาร์เรล/วัน)
  2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ลาออก) กำลังการผลิตยั่งยืน 4.85(ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 3.64 (ล้านบาร์เรล/วัน) และ กำลังการผลิตส่วนเกิน 1.21 (ล้านบาร์เรล/วัน)
  3. อิรัก กำลังการผลิตยั่งยืน 4.87 (ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 4.50 (ล้านบาร์เรล/วัน) และ กำลังการผลิตส่วนเกิน 0.37 (ล้านบาร์เรล/วัน)
  4. อิหร่าน กำลังการผลิตยั่งยืน 3.80 (ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 3.59 (ล้านบาร์เรล/วัน) ส่วนกำลังการผลิตส่วนเกินไม่พบข้อมูล
  5. คูเวต กำลังการผลิตยั่งยืน 2.88 (ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 2.54 (ล้านบาร์เรล/วัน) และ กำลังการผลิตส่วนเกิน 0.34 (ล้านบาร์เรล/วัน)
  6. ไนจีเรีย กำลังการผลิตยั่งยืน 1.42 (ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 1.44 (ล้านบาร์เรล/วัน) ส่วนกำลังการผลิตส่วนเกินไม่พบข้อมูล
  7. แอลจีเรีย กำลังการผลิตยั่งยืน 0.99 (ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 0.96 (ล้านบาร์เรล/วัน) และ กำลังการผลิตส่วนเกิน 0.03 (ล้านบาร์เรล/วัน)
  8. ลิเบีย กำลังการผลิตยั่งยืน 1.28 (ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 1.28 (ล้านบาร์เรล/วัน) ส่วนกำลังการผลิตส่วนเกินไม่พบข้อมูล
  9. เวเนซุเอลา กำลังการผลิตยั่งยืน 1 (ล้านบาร์เรล/วัน) กำลังผลิตจริง 0.86 (ล้านบาร์เรล/วัน) และ กำลังการผลิตส่วนเกิน 0.14 (ล้านบาร์เรล/วัน)

จะเห็นได้ว่า UAE เป็นเพียงไม่กี่ประเทศในกลุ่มที่มี "กำลังการผลิตส่วนเกิน" อย่างมีนัยสำคัญร่วมกับซาอุดีอาระเบีย การที่ UAE ลาออกจึงทำให้โอเปกสูญเสียเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพตลาด (Stabilizer) ไปทันที

เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การเป็นสมาชิกโอเปกตามธรรมนูญ

การเข้าเป็นสมาชิกของโอเปกนั้นไม่ได้เปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ แต่มีเงื่อนไขที่เข้มงวดตามที่ระบุไว้ในธรรมนูญขององค์กร (OPEC Statute) มาตรา 7

  1. การเป็นผู้ส่งออกสุทธิ: ประเทศที่ยื่นขอเป็นสมาชิกต้องมีการส่งออกน้ำมันดิบในปริมาณที่มีนัยสำคัญต่อตลาดโลก
  2. ความสอดคล้องของผลประโยชน์: ต้องมีผลประโยชน์และเป้าหมายในอุตสาหกรรมน้ำมันที่คล้ายคลึงกับรัฐสมาชิกเดิม
  3. การลงมติเห็นชอบ: การรับสมาชิกใหม่ต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมด โดยที่สมาชิกผู้ก่อตั้ง (Founder Members) ทั้ง 5 ประเทศต้องให้ความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): จากเสาหลักสู่การแยกตัวเชิงยุทธศาสตร์

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าร่วมกลุ่มโอเปกครั้งแรกผ่านรัฐอาบูดาบีในปี ค.ศ. 1967 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการสถาปนาสหพันธ์รัฐอย่างเป็นทางการในปี 1971

ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปี UAE เป็นสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญและเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของซาอุดีอาระเบียในการกำหนดนโยบายน้ำมันของอ่าวเปอร์เซีย

นักวิเคราะห์มองว่า การตัดสินใจถอนตัวของ UAE ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลมาจากความตึงเครียดที่สะสมมานานหลายปี โดยมีปัจจัยกระตุ้นหลักคือ "ความขัดแย้งด้านโควตาการผลิต" (Production Quotas)

ในขณะที่โอเปกภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบียมุ่งเน้นการลดกำลังการผลิตเพื่อประคองราคาน้ำมันให้สูงพอที่จะรองรับงบประมาณแผ่นดิน แต่ UAE กลับมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาลจากโครงสร้างพื้นฐานที่ตนเองลงทุนไป

1. การขยายกำลังการผลิตของ ADNOC : บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) ได้ลงทุนมหาศาลเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (Maximum Sustainable Capacity) จนถึงระดับ 4.85 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 และตั้งเป้าสู่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027

ข้อจำกัดของโอเปกที่กำหนดให้ UAE ผลิตได้เพียงประมาณ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงเปรียบเสมือน "กรงขัง" ทางเศรษฐกิจที่ขัดขวางการเติบโต

2. ความขัดแย้งเชิงนโยบายกับซาอุดีอาระเบีย : UAE มีความต้องการราคาจุดคุ้มทุน (Breakeven Price) ที่ต่ำกว่าซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากมีระบบเศรษฐกิจที่หลากหลายกว่า (Diversified Economy) ทำให้ UAE ต้องการขายน้ำมันในปริมาณที่มากขึ้นแม้ราคาจะลดลงเล็กน้อย เพื่อนำเงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

3. ผลกระทบจากสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ : การเกิดสงครามระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ UAE ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเส้นทางขนส่ง

UAE รู้สึกผิดหวังกับการตอบโต้ที่อ่อนแอของกลุ่มพันธมิตรอาหรับและโอเปกต่อภัยคุกคามจากอิหร่าน จึงต้องการความคล่องตัว (Agility) ในการตัดสินใจเชิงความมั่นคงและเศรษฐกิจด้วยตนเอง

ธุรกิจน้ำมันและกลไกราคาในตลาดโลกจะเป็นยังไงเมื่อไม่มี UAE ในโอเปก

การถอนตัวของ UAE ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่  นักวิเคราะห์มองว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดในหลายมิติ

1.การอ่อนกำลังของอำนาจผูกขาด

การสูญเสีย UAE ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตประมาณ 12% ของโอเปกทั้งหมด จะส่งผลให้ความสามารถในการ "บงการราคา" ของกลุ่มลดลง

นักวิเคราะห์จาก Rystad Energy ระบุว่าโอเปกจะ "อ่อนแอลงเชิงโครงสร้าง" เนื่องจากการตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิตในอนาคตจะตกเป็นภาระของซาอุดีอาระเบียเพียงผู้เดียวมากขึ้นเรื่อยๆ หากประเทศอื่นเช่นอิรักหรือคูเวตเริ่มปฏิบัติตามแนวทางของ UAE อาจนำไปสู่การล่มสลายของระบบผูกขาดในที่สุด

2.พลวัตของราคาน้ำมันในภาวะสงครามและหลังสงคราม

ในระยะสั้น ผลกระทบจากการลาออกอาจถูกบดบังด้วยสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากปริมาณน้ำมันกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกปิดกั้นการขนส่ง ทำให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัวอย่างหนัก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งสูงขึ้นเกิน 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจแตะระดับ 115-150 ดอลลาร์หากสงครามยืดเยื้อ

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว เมื่อช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง UAE จะมีความอิสระในการอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตามความต้องการของตนเอง สิ่งนี้อาจก่อให้เกิด "สงครามราคาน้ำมัน" (Price War) รอบใหม่ หรืออย่างน้อยที่สุดจะช่วยกดดันให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มลดลงจากระดับปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศผู้บริโภคแต่เป็นผลเสียต่อผู้ผลิตรายอื่นในโอเปก

โอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงของ UAE และโอเปก

นักวิเคราะห์ เชื่อว่า แม้ในระยะสั้นประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตราคา แต่การถอนตัวของ UAE อาจสร้างโอกาสเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว ดังนี้ 

1. การพังทลายของกลไกผูกขาดราคา : หาก UAE และประเทศอื่นๆ ลาออกจากโอเปกเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ตลาดน้ำมันเข้าสู่สภาวะ "การแข่งขันที่สมบูรณ์" มากขึ้น ประเทศไทยจะมีอำนาจต่อรองในการเลือกซื้อน้ำมันจากหลายแหล่งด้วยราคาที่อิงตามต้นทุนการผลิตจริงมากกว่าราคาที่ถูกกำหนดโดยโควตาคาร์เทล

2.ทางเลือกการขนส่งใหม่ : UAE มีท่อส่งน้ำมันที่ข้ามแผ่นดินไปยังท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ มีกำลังการผลิตประมาณ 1.5-1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน การที่ UAE เป็นอิสระจากโอเปกทำให้ไทยสามารถสร้างความร่วมมือทวิภาคี เพื่อจัดหาอุปทานน้ำมันที่ปลอดภัยผ่านเส้นทางนี้ได้โดยตรง

3. การเร่งตัวของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน : วิกฤตราคาน้ำมัน 50 บาท เป็น "ตัวเร่ง" ให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินนโยบาย EV 4.0 อย่างจริงจัง โดยมุ่งเป้าไปที่รถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาต่ำกว่า 800,000 บาท เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล รวมถึงการพัฒนาแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ที่เน้นพลังงานหมุนเวียนถึง 51% ภายในปี 2037