thansettakij
thansettakij
ด่วน! สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC แล้ว

ด่วน! สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC แล้ว

28 เม.ย. 69 | 13:29 น.
อัปเดตล่าสุด :28 เม.ย. 69 | 14:54 น.

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ UAE ประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC และ OPEC+ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้ ยันเป็นยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ขณะที่สื่อทางการ UAE อ้างว่า เป็นการตัดสินใจสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ ท่ามกลางโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน จากสงครามอิหร่าน

วันนี้ (28 เมษายน 2569) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE  ประกาศ ถอนตัวออกจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries: OPEC) หรือ โอเปก และ OPEC+ โอเปก พลัส ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม หลังจากเป็นสมาชิกมานานกว่า 5 ทศวรรษ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของกลุ่มความร่วมมือดังกล่าว 

นายซูฮาอิล โมฮัมเหม็ด อัล-มาซรูอี รัฐมนตรีพลังงานของ UAE กล่าวกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพิจารณายุทธศาสตร์ด้านพลังงานของชาติมหาอำนาจในภูมิภาครายนี้อย่างรอบคอบ

เมื่อถูกถามว่า UAE ได้ปรึกษาหารือกับซาอุดีอาระเบียหรือไม่ เขาตอบว่า UAE ไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับประเทศใด

“นี่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยพิจารณานโยบายปัจจุบันและในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับระดับการผลิตอย่างรอบคอบแล้ว” รัฐมนตรีพลังงานกล่าว

ขณะที่สื่อทางการ UAE อ้างว่า เป็นการตัดสินใจสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ

 

WAM สื่อของรัฐบาล UAE รายงานว่า การตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ เศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ การพัฒนาภาคพลังงานของประเทศ ไปจนถึงการเร่งการลงทุนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ

พร้อมย้ำว่า UAE ยังคงมุ่งมั่นต่อบทบาทในฐานะผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้ ซึ่งมองการณ์ไกลถึงอนาคตของตลาดพลังงานโลก

นอกจากนี้ ทางการ UAE ยังระบุเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากผลประโยชน์ของชาติ และความมุ่งมั่นของประเทศที่จะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการตอบสนองความต้องการที่เร่งด่วนของตลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นในระยะสั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการหยุดชะงักของอุปทานในอ่าวอาหรับและช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ผู้ผลิตน้ำมันของ OPEC ในแถบอ่าวเปอร์เซียกำลังประสบความยากลำบากในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ระหว่างอิหร่านและโอมาน ที่ปกติแล้วน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของโลกต้องไหลผ่าน เนื่องจากการข่มขู่และการโจมตีเรือขนส่งจากอิหร่าน

UAE ดำเนินการท่ามกลางความพยายามผลักดันการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ โดยภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 75% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)


อย่างไรก็ดี UAE ยังคงมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจาก 3.4 ล้านบาร์เรล/วัน เป็น 5 ล้านบาร์เรล/วันภายในปี 2570

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านส่งผลให้กำลังการผลิตของโอเปกลดลงถึง 7.88 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมีนาคม นับเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ 

โดยกำลังการผลิตของโอเปกลดลง 27% สู่ระดับ 20.79 ล้านบาร์เรล/วัน โดยรุนแรงกว่าการลดกำลังการผลิต 6.28 ล้านบาร์เรล/วันที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2563 หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมากกว่าการลดลงในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2534

ทั้งนี้ Reuters วิเคราะห์ว่า การถอนตัวของ UAE อาจทำให้เกิดความวุ่นวายและทำให้กลุ่ม OPEC อ่อนแอลง จากปกติที่มักจะพยายามแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

อีกทั้งยังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้นำโดยพฤตินัย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สงครามอิหร่านได้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์พลังงานครั้งประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจโลกสั่นคลอน

การที่ UAE ถอนตัวออกจาก OPEC ถือเป็นชัยชนะของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งกล่าวหาองค์กรนี้ว่า “ปล้นชิงส่วนที่เหลือของโลก” ด้วยการดันราคาน้ำมันให้สูงเกินจริง

ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคอ่าวเข้ากับราคาน้ำมัน โดยระบุว่าในขณะที่สหรัฐฯ ปกป้องสมาชิก OPEC พวกเขากลับ “ฉวยโอกาสนี้ด้วยการตั้งราคาน้ำมันให้สูง”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก UAE ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาคและเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของวอชิงตัน ได้วิพากษ์วิจารณ์ชาติอาหรับด้วยกันว่า ทำไม่มากพอในการปกป้อง UAE จากการโจมตีหลายต่อหลายครั้งของอิหร่านในช่วงสงคราม

อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาด้านการทูตของประธานาธิบดี UAE วิพากษ์วิจารณ์การตอบสนองของชาติอาหรับและชาติอ่าวต่อการโจมตีของอิหร่าน ในเวทีเสวนาที่ Gulf Influencers Forum เมื่อวันจันทร์

“ประเทศในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) สนับสนุนกันและกันในด้านโลจิสติกส์ แต่ในเชิงการเมืองและการทหาร ผมคิดว่าจุดยืนของพวกเขาอ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์”  

“ผมคาดการณ์ไว้แล้วว่าสันนิบาตอาหรับจะมีจุดยืนที่อ่อนแอเช่นนี้ และผมไม่แปลกใจ แต่ผมไม่คาดคิดว่าคณะมนตรีความร่วมมือ (รัฐอ่าว) จะเป็นเช่นนี้ และผมรู้สึกประหลาดใจ” เขากล่าว​​

ทั้งนี้ OPEC ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1960 ถือเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดน้ำมันโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตมากกว่า 1 ใน 3 ของโลก UAE เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งของโอเปก โดยเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2510 ซึ่ง UAE รวมทั้งซาอุดีอาระเบียและคูเวตมีบทบาทสำคัญต่อการจัดหาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของการผลิตน้ำมันโลก

ตามแถลงการณ์พันธกิจของโอเปก ระบุว่าประเทศสมาชิกมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้าง “เสถียรภาพให้กับตลาดน้ำมัน เพื่อให้การจัดหาน้ำมันไปยังผู้บริโภคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันก็เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ผลิตจะมีรายได้ที่มั่นคง และผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันจะได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนอย่างเป็นธรรม”

หลังการถอนตัวของ UAE จะทำให้องค์กรแห่งนี้เหลือสมาชิกอยู่ 11 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย, สาธารณรัฐคองโก, อิเควทอเรียลกินี, กาบอง, ลิเบีย, ไนจีเรีย, อิหร่าน, อิรัก, คูเวต, ซาอุดีอาระเบีย, และเวเนซุเอลา

บรรดาประเทศสมาชิกจะมีการประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อกำหนดเป้าหมายปริมาณการผลิตน้ำมัน และประสานงานด้านผลผลิตเพื่อควบคุมและบริหารจัดการราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยกลุ่มโอเปกมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบรวมกัน คิดเป็นประมาณ 35% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก และมีสัดส่วนการซื้อขายน้ำมันสูงถึง 50% ของปริมาณการซื้อขายน้ำมันทั้งหมดทั่วโลก

นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2016 เนื่องจากสภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ กลุ่มโอเปกได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มอีก 10 ประเทศ (รัสเซีย, อาเซอร์ไบจาน, บาห์เรน, บรูไน, คาซัคสถาน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, โอมาน, ซูดาน และซูดานใต้) จนกลายเป็นพันธมิตรที่รู้จักกันในนาม “โอเปกพลัส (OPEC+)” เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในระดับสากลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคอ่าวกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากในการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ก่อนหน้านี้ UAE เคยออกมาวิจารณ์กลุ่มประเทศอาหรับด้วยกันเองว่า ไม่ได้ดำเนินการมากพอที่จะช่วยปกป้อง UAE จากการโจมตีของอิหร่านในสงคราม