thansettakij
thansettakij

UAE ถอนตัว ส่งสัญญาณ OPEC เสื่อมอำนาจ ถึงจุดเปลี่ยนพลังงานโลก

29 เม.ย. 69 | 06:57 น.
อัปเดตล่าสุด :29 เม.ย. 69 | 08:30 น.

การถอนตัวของ UAE หลังอยู่กับ OPEC กว่า 50 ปี สะท้อนการสั่นคลอนอำนาจของกลุ่มผู้กำหนดราคาน้ำมันโลก ท่ามกลางโควต้าที่ไร้ประสิทธิภาพ โลกพลังงานที่เปลี่ยนไป และความแตกแยกภายในกลุ่ม

KEY

POINTS

  • ระบบโควต้าการผลิตของ OPEC กลายเป็นข้อจำกัดสำหรับสมาชิกที่มีศักยภาพสูงอย่าง UAE ซึ่งไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มศักยภาพ ทำให้กลไกควบคุมของกลุ่มไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศและเป็นแรงผลักให้ออกจากกลุ่ม
  • การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและแนวโน้มความต้องการน้ำมันโลกที่กำลังจะถึงจุดสูงสุด (Peak Oil) ทำให้อำนาจของ OPEC ในการควบคุมราคาผ่านการจำกัดอุปทานลดลง ส่งผลให้ผู้ผลิตอย่าง UAE เปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการเร่งขายเพื่อสร้างรายได้ก่อนที่ความต้องการจะลดลงในระยะยาว
  • ความขัดแย้งทางการเมืองภายในกลุ่มและส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องได้บั่นทอนเอกภาพและอำนาจของ OPEC การถอนตัวของ UAE จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ถึงยุคเสื่อมอำนาจของกลุ่ม และการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดน้ำมันโลกที่กระจายตัวมากขึ้น

การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในการถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC กลายเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจับตามองในฐานะ “จุดเปลี่ยน” ของโครงสร้างอำนาจในตลาดพลังงานโลก หลังประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่ม เลือกยุติบทบาทที่ดำเนินมายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ โดยการถอนตัวครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงการปรับนโยบายของประเทศ แต่กำลังชี้ให้เห็นถึงการเสื่อมถอยของอำนาจ OPEC ในการควบคุมตลาดน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ OPEC เคยเป็น “คาร์เทลน้ำมัน” ที่มีอำนาจสูง สามารถกำหนดทิศทางราคาโลกผ่านการควบคุมปริมาณการผลิต แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อิทธิพลดังกล่าวเริ่มลดลงต่อเนื่อง ทั้งจากการแข่งขันของผู้ผลิตนอกกลุ่ม และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งทำให้การตัดสินใจของ UAE ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเร่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาด

โควต้า OPEC คือข้อจำกัด

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการ คตร. วิเคราะห์ว่า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างของ OPEC ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือระบบโควต้าการผลิต ซึ่งเดิมถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมอุปทานและพยุงราคาในตลาดโลก โดยสมาชิกต้องลดหรือเพิ่มการผลิตตามข้อตกลงร่วม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ระบบดังกล่าวกลับกลายเป็น “ข้อจำกัด” สำหรับประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่าง UAE แม้จะสามารถผลิตน้ำมันได้ถึง 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กลับถูกจำกัดให้ผลิตได้เพียงราว 2.3-2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ไม่สามารถใช้ศักยภาพได้เต็มที่ และสูญเสียโอกาสทางรายได้

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการ คตร.

"สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กลไกควบคุมของ OPEC เริ่มไม่สอดคล้องกับสภาพตลาดจริง โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น และประเทศผู้ผลิตต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้โควต้าซึ่งเคยเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจ กลับกลายเป็นแรงผลักให้สมาชิกบางประเทศเลือกถอนตัว”

โลกพลังงานเปลี่ยน OPEC คุมเกมยากขึ้น

ศ.ดร.พรายพล มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค Peak Oil หรือช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันจะถึงจุดสูงสุดก่อนจะค่อย ๆ ลดลงในระยะยาว จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และพลังงานทางเลือกอื่น

"เมื่อความต้องการใช้น้ำมันในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ความสามารถของ OPEC ในการควบคุมราคาโดยใช้การจำกัดอุปทานจึงลดลงตามไปด้วย เพราะตลาดไม่ได้ถูกกำหนดโดยฝั่งอุปทานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดโดยโครงสร้างพลังงานที่เปลี่ยนไป"

ในบริบทนี้ ประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำอย่าง UAE จึงเลือกกลยุทธ์ใหม่ คือ “เร่งขาย” เพื่อเพิ่มรายได้ในระยะสั้น ก่อนที่ความต้องการจะลดลงในระยะยาว ซึ่งสวนทางกับแนวคิดดั้งเดิมของ OPEC ที่เน้นการจำกัดการผลิตเพื่อรักษาราคา

 

ความแตกแยกภายใน บั่นทอน OPEC

นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางการเมืองภายในกลุ่มยังเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่าง UAE ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน มีความไม่ลงรอยกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายพลังงานและจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบทบาทของแต่ละประเทศในสงครามและการสนับสนุนฝ่ายต่าง ๆ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกย่ำแย่ลง ส่งผลให้การประสานนโยบายร่วมภายใน OPEC ทำได้ยากขึ้น

เมื่อ “เอกภาพ” ซึ่งเป็นหัวใจของคาร์เทลเริ่มสั่นคลอน กลไกการควบคุมตลาดก็ย่อมอ่อนแอลงตามไปด้วย และทำให้สมาชิกบางประเทศเริ่มตั้งคำถามถึงประโยชน์ของการอยู่ในกลุ่ม

 

อำนาจคาร์เทลลดลง ตลาดน้ำมันเข้าสู่ยุคกระจายตัว

การถอนตัวของ UAE ส่งผลโดยตรงต่อสัดส่วนการผลิตของ OPEC ในตลาดโลก ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องจากอดีตที่เคยครองส่วนแบ่งถึง 60-80% เหลือเพียงราวครึ่งหนึ่งในปัจจุบัน และมีแนวโน้มลดลงอีกในอนาคต

เมื่ออำนาจการผลิตลดลง ความสามารถในการกำหนดราคาน้ำมันของ OPEC ก็ลดลงตามไปด้วย ขณะที่ผู้ผลิตนอกกลุ่ม รวมถึงประเทศที่อาจถอนตัวในอนาคต เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทำให้ตลาดเข้าสู่สภาวะ “กระจายตัว” มากขึ้น

"หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป OPEC อาจไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลกได้เหมือนในอดีต และอาจกลายเป็นเพียงหนึ่งในผู้เล่นของตลาดเท่านั้น"

 

การถอนตัวของ UAE ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศ แต่เป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอำนาจในตลาดพลังงานโลก โดยสะท้อนทั้งข้อจำกัดภายในของ OPEC แนวโน้มพลังงานที่เปลี่ยนไป และความแตกแยกของสมาชิก

ในระยะยาว เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคเสื่อมอำนาจ” ของ OPEC และเปิดทางให้โครงสร้างตลาดน้ำมันโลกเข้าสู่รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยคาร์เทลเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป