
ญี่ปุ่น ทุ่มงบกลาโหม 1.82 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ไฟเขียวส่งออกอาวุธร้ายแรง
รัฐบาลญี่ปุ่น อนุมัติงบกลาโหมปี 2569 จำนวน 1.82 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมไฟเขียวส่งออกอาวุธร้ายแรง
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น อนุมัติงบประมาณกลาโหมปี 2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.82 ล้านล้านบาท เพื่อรับมือภัยคุกคามทางทหารจากจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย
- พรรครัฐบาลเสนอให้ผ่อนปรนข้อจำกัดการส่งออกอาวุธร้ายแรง เช่น เครื่องบินขับไล่และเรือรบ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
- งบประมาณส่วนหนึ่งจะใช้พัฒนาระบบป้องกันชายฝั่ง ต่อเรือรบ และเตรียมส่งออกอาวุธไปยังประเทศพันธมิตร เช่น ฟิลิปปินส์ และโปแลนด์
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติงบประมาณด้านการป้องกันประเทศสำหรับปีงบประมาณ 2569 เป็นจำนวนเงิน 9.04 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.82 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นปีที่ 12
โดยงบประมาณดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปีปัจจุบัน 3.8% เพื่อตอบโต้แรงกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากเพื่อนบ้านที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย รวมถึงตอบรับเสียงเรียกร้องจากสหรัฐฯ ให้ญี่ปุ่นเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ
สำหรับเป้าหมายหลักของงบประมาณในปีนี้ คือการสร้างระบบป้องกันชายฝั่งแบบหลายชั้นที่เรียกว่า “SHIELD” (Synchronized, Hybrid, Integrated and Enhanced Littoral Defense)
นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการต่อเรือรบประเภทต่างๆ เช่น เรือฟริเกต เรือดำน้ำ เรือกวาดทุ่นระเบิด ตลอดจนการปรับปรุงเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เพื่อให้รองรับการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ F-35B
ด้านพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้เสนอให้มีการผ่อนปรนข้อจำกัดการส่งออกอาวุธร้ายแรง เช่น เครื่องบินขับไล่และเรือทำลาย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่น โดยจะสามารถส่งออกไปยังประเทศที่มีข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศกับญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ คาดว่าจะเป็นหนึ่งในลูกค้ารายแรกๆ ที่จะได้รับเรือฟริเกตใช้แล้วและระบบป้องกันขีปนาวุธจากญี่ปุ่น เพื่อรับมือกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ขณะที่โปแลนด์ได้แสดงความสนใจในความร่วมมือด้านระบบต่อต้านโดรนและสงครามอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวเผชิญกับกระแสต่อต้านจากนักวิชาการและสาธารณชนบางส่วนที่กังวลว่า ญี่ปุ่นอาจกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกสงคราม และหากเศรษฐกิจต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมทหารมากเกินไปจะทำให้ถอนตัวได้ยากในอนาคต
ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Mitsubishi Electric และ Toshiba กำลังเร่งจ้างงานและขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภายในและต่างประเทศ
ที่มา รอยเตอร์







