
รู้จัก Doi Moi -โด่ย เหมย นโยบาย 2 คำที่กำลังพลิกเวียดนาม ติด Top 20 เศรษฐกิจโลก
เจาะลึก “โด่ย เหมย” นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเวียดนาม พลิกจากวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง สู่ประเทศ GDP สูง พร้อมตั้งเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี ค.ศ. 2045 ผ่านยุทธศาสตร์ "โด่ย เหมย 2.0"
KEY
POINTS
- เวียดนามเคยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงจากระบบผูกขาดโดยรัฐ ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงกว่า 700% และการขาดแคลนอาหาร ก่อนการปฏิรูปด้วยนโยบาย "โด่ย เหมย"
- ในปี ค.ศ. 1986 พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้ประกาศใช้นโยบาย "โด่ย เหมย" (Doi Moi) เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจการตลาด โดยเปิดรับภาคเอกชนและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
- ผลสำเร็จของนโยบายทำให้เวียดนามพลิกจากการเป็นผู้นำเข้าข้าวมาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกในปี 1989 และลดอัตราความยากจนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ปัจจุบันเวียดนามต่อยอดความสำเร็จด้วยยุทธศาสตร์ "โด่ย เหมย 2.0" โดยตั้งเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี ค.ศ. 2045 และเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก
ท่ามกลางกระแสการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามสู่ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน" หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างกว้างขวางคือ ความสำเร็จของการปฏิรูปเศรษฐกิจเวียดนามที่ก้าวกระโดดอย่างน่าทึ่ง รศ.ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ศึกษาก้านเวียดนาม และกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่น่าสนใจจากยุคตกต่ำสุดขีดสู่การเป็นดาวรุ่งของโลก
บทเรียนความล้มเหลวจากยุคเศรษฐกิจผูกขาด
ก่อนปี ค.ศ.1986 เวียดนามตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด ที่วางแผนจากส่วนกลางและระบบเงินอุดหนุน ในยุคนั้นรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้ผูกขาดการตัดสินใจเพียงผู้เดียว ตั้งแต่การกำหนดการผลิตข้าวไปจนถึงของใช้ประจำวันอย่างสบู่ โดยเน้นการควบคุมที่เบ็ดเสร็จและปฏิเสธบทบาทของภาคเอกชนอย่างสิ้นเชิง
ผลลัพธ์ของระบบดังกล่าวคือความล้มเหลวอย่างรุนแรง หน่วยการผลิตขาดแรงจูงใจจนทำงานได้เพียงร้อยละ 30-50 ของความสามารถทั้งหมด ประเทศเผชิญกับ ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินกว่า 700% และแม้จะเป็นประเทศเกษตรกรรมแต่กลับเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักจนต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ประกอบกับการถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติหลังความขัดแย้งในกัมพูชา ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามในขณะนั้นก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตถึงขีดสุด
"โด่ยเหมย" จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจเวียดนาม
ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1986 พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้ประกาศนโยบาย "โด่ยเหมย" (Doi Moi) หรือการ "สร้างสิ่งใหม่" (Renovation) เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดตามแนวทางสังคมนิยม นโยบายนี้ได้เปิดประตูรับภาคเอกชนเป็นครั้งแรก ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และเริ่มลดการอุดหนุนจากรัฐ
ผลสำเร็จของโด่ยเหมยเห็นผลอย่างฉับพลัน โดยในปี ค.ศ. 1989 เวียดนามพลิกบทบาทจากประเทศผู้นำเข้าข้าวกลายเป็น ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และสามารถลดอัตราความยากจนจากร้อยละ 70 ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 เหลือไม่ถึงร้อยละ 6 ในปัจจุบัน ปัจจุบันเวียดนามตั้งเป้าหมายที่พุ่งทะยานยิ่งขึ้นผ่านยุทธศาสตร์ "โด่ยเหมย 2.0" เพื่อก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี ค.ศ. 2045 และติดอันดับ 20 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี ค.ศ. 2036
เจาะลึกศักยภาพเวียดนาม เมื่อ "โด่ยเหมย" ดันเศรษฐกิจพุ่งแรง
เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพทางเศรษฐกิจ รศ.ดร.แล ชี้ให้เห็นว่าเวียดนามมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนในหลายด้าน โดยเฉพาะ “โครงสร้างประชากร” ที่มีแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ขยันขันแข็ง และมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่าไทย ทำให้ดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ เวียดนามยังมีเสถียรภาพทางนโยบาย และเสถียรภาพทางการเมืองที่สูงมาก เนื่องจากการวางแผนระยะยาวภายใต้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ “โด่ยเหมย” (Doi Moi) ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวียดนามพลิกฟื้นจากประเทศยากจนขึ้นสู่การเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับแถวหน้าของโลก แม้แต่กลุ่มทุนไทยเองก็ยังพยายามเข้าไปลงทุนในเวียดนามเพื่อเกาะกระแสการเติบโตที่สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว
อีกหนึ่งแต้มต่อที่สำคัญคือ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เวียดนามทำไว้กับกว่า 58 ประเทศ ขณะที่ไทยมีเพียงประมาณ 18-19 ประเทศเท่านั้น รวมไปถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับกลุ่มอดีตประเทศสังคมนิยมในแอฟริกาและยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยแทบจะไม่มีฐานรากอยู่เลย แต่เวียดนามกลับปูทางไว้ตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ทำให้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่อย่าง “วินกรุ๊ป” (Vingroup) สามารถเติบโตและขยายตัวได้อย่างรวดเร็วในระดับสากล
เวียดนามยุคใหม่ เทียบเคียงไทย
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ การปฏิรูปรัฐกิจ เวียดนามในยุคโด่ยเหมย 2.0 กำลังเดินหน้าลดความอุ้ยอ้ายของระบบราชการอย่างกล้าหาญ เช่น การยุบควบรวมจังหวัดจาก 63 จังหวัดเหลือเพียง 34 จังหวัด และการยกเลิกการปกครองระดับอำเภอเพื่อเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ
รศ.ดร.แล ชี้ให้เห็นความต่างว่า ในเวียดนามระดับจังหวัดมีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระคล้ายกับรูปแบบของกรุงเทพฯ หรือพัทยา ทำให้การค้าการลงทุนมีความคล่องตัวสูง ขณะที่ประเทศไทยอำนาจการตัดสินใจของผู้ว่าราชการจังหวัดยังถูกผูกมัดด้วยระเบียบจากส่วนกลางผ่านกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการ "กระโดดลงเรือลำเดียวกัน" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาค
4 เสาหลัก ยุทธศาสตร์ โด่ยเหมย 2.0
นโยบาย "โด่ยเหมย 2.0" (Doi Moi 2.0) เป็นยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญของเวียดนามประกาศในช่วงปลายปี 2024 ถึงต้นปี 2025 มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานแรงงานไปสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและมูลค่าสูง โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นติดอันดับ 20 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2036 และเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 โดยยุทธศาสตร์นี้ขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ (The Four Pillars)
- วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Science, Technology, & Innovation) - มติที่ 57 (ธันวาคม 2024)
มุ่งเน้นการส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4IR) การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในวงกว้าง และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาในระดับโลก
- การรวมกลุ่มกับนานาชาติ (International Integration) - มติที่ 59 (มกราคม 2025)
กำหนดให้การรวมกลุ่มกับนานาชาติเป็นวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นระหว่างมหาอำนาจโลก และแนวโน้มที่ชัดเจนสู่โลกหลายขั้ว (Multipolarity) และการพัฒนาแบบหลายศูนย์กลาง
- การตรากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย (Law-Making and Enforcement) - มติที่ 66 (เมษายน 2025)
เรียกร้องให้มีการจัดทำกรอบกฎหมายที่ทันสมัยและโปร่งใสให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อรับรองสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับระบบเศรษฐกิจตลาดที่เป็นนวัตกรรมและทันสมัย รวมถึงการรวมกลุ่มกับนานาชาติอย่างลึกซึ้ง
- การพัฒนาภาคเอกชน (Private Sector Development) - มติที่ 68 (พฤษภาคม 2025):
กำหนดสถานะให้ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจตลาดตามแนวทางสังคมนิยมของเวียดนาม เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างเสรีในทุกภาคส่วนที่กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้โดยชัดแจ้ง





