
‘อิสราเอล-อิหร่าน’ เปิดศึกถล่ม ทุบฐานพลังงานโลก ‘ทรัมป์’ สั่งเบรก หวั่นน้ำมันพุ่ง
อิสราเอล-อิหร่าน เปิดฉากถล่มยับ ทุบโรงกลั่น-แหล่งก๊าซโลกสะเทือน ฟาก ‘ทรัมป์’ สั่งเบรก หวั่นวิกฤตน้ำมันพุ่ง รับเลือกตั้ง
KEY
POINTS
- อิสราเอลและอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันอย่างรุนแรง โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของแต่ละฝ่ายและในภูมิภาคตะวันออกกลาง
- การโจมตีได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อฐานการผลิตพลังงานที่สำคัญของโลก เช่น โรงงาน LNG ในกาตาร์ โรงกลั่นน้ำมันในคูเวต และท่าเรือในซาอุดีอาระเบีย
- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้อิสราเอลยุติการโจมตีแหล่งพลังงาน เนื่องจากกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้ง
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า วันนี้ (20 มีนาคม 2569) สถานการณ์ในตะวันออกกลางดิ่งลงสู่ความขัดแย้งขั้นสูงสุด หลังอิสราเอลและอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือดในวันศุกร์ กระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระดับโลกอย่างรุนแรง
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนอิสราเอลให้หยุดโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติ หวั่นกระทบฐานเสียงจากปัญหาราคาน้ำมันแพงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
กองทัพอิสราเอล ออกแถลงการณ์ยืนยันการโจมตีทางอากาศเข้าใส่กรุงเตหะราน โดยระบุเป้าหมายคือ โครงสร้างพื้นฐานของระบอบการปกครองก่อการร้ายอิหร่าน
ด้านอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธชุดใหญ่เข้าใส่พื้นที่อิสราเอล ส่งผลให้เสียงไซเรนเตือนภัยดังระงมทั่วกรุงเทลอาวีฟ พร้อมมีรายงานเสียงระเบิดจากการสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศดังสนั่นทั่วเมือง
อย่างไรก็ดีสงครามเต็มรูปแบบครั้งนี้มียอดผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันราย ส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่านและเลบานอน และได้ขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีร่วมกันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้สถานการณ์ความตึงเครียดได้ลามไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจในกาตาร์ ซึ่งการโจมตีเมืองอุตสาหกรรม Ras Laffan ซึ่งรับผิดชอบการผลิต LNG ถึง 20% ของโลก สร้างความเสียหายหนัก
CEO ของ QatarEnergy ระบุว่า ต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 3-5 ปี และสูญเสียรายได้จากการส่งออกกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
ด้านคูเวตมีรายงานโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันจนได้รับความเสียหาย ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย มีท่าเรือหลักในทะเลแดง ซึ่งใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตีเช่นกัน ส่วนยูเออี มีการรายงานภัยคุกคามจากขีปนาวุธในช่วงเริ่มต้นเทศกาลอีฎิ้ลฟิตริ (Eid al-Fitr)
ขณะเดียวกันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญกับความกดดันทางการเมืองจากปัญหาราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้แสดงความไม่พอใจต่อพันธมิตรที่ตอบสนองต่อการควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันอย่างล่าช้า
ทรัมป์ กล่าวในห้องโอวัลว่า เขาได้กำชับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ว่าห้ามโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานซ้ำอีก
"ผมบอกเขาว่าอย่าทำแบบนั้น และเขาจะไม่ทำ" ทรัมป์กล่าว
อย่างไรก็ตามเนทันยาฮูได้ออกมาตอบโต้ในภายหลังว่า อิสราเอลตัดสินใจด้วยตนเองในการบุกบอมบ์แหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน และย้ำว่าอิหร่านกำลังถูกทำลายจนไม่เหลือศักยภาพในการผลิตขีปนาวุธหรือเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอีกต่อไป
ขณะที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ทั้งสหราชอาณาจักร, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และหาทางเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาด
อย่างไรก็ตาม นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ย้ำชัดว่าเยอรมนีจะยื่นมือเข้าช่วยคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ หลังจากที่การสู้รบสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่า ไม่มีผู้นำยุโรปคนใดต้องการกระโจนเข้าสู่ความขัดแย้งนี้ และสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้คือการส่งเสริมการลดระดับความรุนแรง
นักวิเคราะห์ มองว่า สงครามครั้งนี้กำลังทำให้เนทันยาฮูมีอำนาจทางการเมืองในอิสราเอลมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน มันกำลังกลายเป็นกับดักของทรัมป์ เนื่องจากติดหล่มความขัดแย้งที่ไม่มีแผนการถอนตัวชัดเจน
นอกจากนี้พันธมิตรอาหรับในอ่าวเปอร์เซียต้องเผชิญความเสี่ยงสูง ซึ่งทำลายภาพลักษณ์เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งซึ่งเป็นจุดขายหลักในการกลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา
ขณะที่โฆษกกองทัพอิหร่านประกาศกร้าวว่า นี่คือระยะใหม่ของสงคราม หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านถูกโจมตีอีก เป้าหมายต่อไป คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่จะต้องถูกทำลายจนราบคาบเช่นกัน
ที่มา: สำนักข่าวรอยเตอร์





