
หุ้นไทยปิดลบ 23.40 จุด ร่วงแตะ 1,417.45 จุด PTTEP-PTT เด้งสวนตลาด
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปิดแดนลบ 1,417.45 จุด ร่วง 1.62% มูลค่าซื้อขาย 7.34 หมื่นล้าน พบนักลงทุนไทย-ต่างประเทศซื้อสุทธิ ขณะที่ PTTEP-PTT ราคาพุ่งสวนทางตลาด
KEY
POINTS
- ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดร่วงลง 23.40 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,417.45 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก
- หุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP และ PTT ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับภาวะตลาดโดยรวม
- ปัจจัยลบหลักมาจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (19 มี.ค. 69) ปิดตลาดที่ระดับ 1,417.45 จุด ลดลง 23.40 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.62% จากปิดตลาดก่อนหน้า ในช่วงระหว่างวันดัชนีแกว่งตัวชนกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,442.04 - 1,416.61 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 73,421.06 ล้านบาท
หากแบ่งมูลค่าการซื้อขายตามประเภทนักลงทุน พบว่า กลุ่มนักลงทุนในประเทศมีสถานะซื้อสุทธิสูงสุด 3,369.93 ล้านบาท รองลงมา คือ นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 198.76 ล้านบาท ขณะที่สถาบันเทขายสุทธิสูงสุด 2,660.36 ล้านบาท รองลงมา คือ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 908.32 ล้านบาท
5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด
- PTTEP ราคา 155.00 บาท เพิ่มขึ้น 8.00 บาท หรือ 5.44% มูลค่าซื้อขาย 8,675.25 ล้านบาท
- DELTA ราคา 268.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ 2.90% มูลค่าซื้อขาย 4,818.94 ล้านบาท
- PTT ราคา 34.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.24% มูลค่าซื้อขาย 4,312.06 ล้านบาท
- TRUE ราคา 13.80 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.72% มูลค่าซื้อขาย 3,726.76 ล้านบาท
- KBANK ราคา 187.00 บาท ลดลง 2.50 บาท หรือ 1.32% มูลค่าซื้อขาย 3,016.58 ล้านบาท
ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยวันนี้ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นเอเชีย อาทิ Nikkei 225, Shanghai, Hang Seng, STI Index, KOSPI และ BSE Sensex และตลาดหุ้นหลักอย่าง ตลาดสหรัฐฯ Dow Jones, Nasdaq, S&P 500 และ FTSE 100 ตลาดยุโรป
แม้ว่าในวันนี้การเมืองไทยได้ข้อสรุปการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เป็นสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยที่การเลือกตั้งสมบูรณ์ รัฐบาลเดินหน้าต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวยังไม่อาจต้านทานแรงกดดันจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อ ยังมีการโจมตีที่โครงสร้างพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวขึ้น รวมถึงนโยบายการเงินที่เข้มงวด หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เมื่อวานนี้ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% และได้เน้นย้ำว่าจะยังไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง
ด้วยมุมมองที่แข็งกร้าวของ FED ทำให้นักลงทุนกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ ที่ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะระยะสั้นที่ปรับขึ้นเร็วกว่าระยะยาวจนเกิดรูปแบบ 'Bear Flattening'
และท้ายที่สุดนำไปสู่ภาวะ Inverted Yield Curve ปัจจัยเหล่านี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง) และเร่งความผันผวนให้กับตลาดหุ้น




