
กต.แถลงจุดยืนไทย ขอทุกฝ่ายเจรจาทางการทูต แก้วิกฤตตะวันออกกลาง
ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ เปิดจุดยืนไทย 3 ประการต่อเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ย้ำความห่วงกังวลอย่างยิ่ง จี้ทุกฝ่ายเลิกใช้ความรุนแรงกระทบพลเรือน และเร่งหาทางออกผ่านการทูต
KEY
POINTS
- กระทรวงการต่างประเทศเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในวิกฤตตะวันออกกลางใช้ความยับยั้งชั่งใจ และหันมาใช้การเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ
- ไทยแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคและความปลอดภัยของพลเรือน
- รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) และเตรียมแผนอพยพเพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีจะประชุมกับ สมช. เพื่อประเมินผลกระทบในทุกมิติ
สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยถึงท่าทีและจุดยืนอย่างเป็นทางการของประเทศไทยที่ได้ออกแถลงการณ์ไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569, โดยเน้นย้ำประเด็นหลัก 3 ประการ ดังนี้:
1. ติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงกังวลอย่างยิ่ง ประเทศไทยได้ติดตามพัฒนาการของเหตุการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในกรุงเตหะราน และการโจมตีโต้ตอบด้วยขีปนาวุธของอิหร่านไปยังฐานทัพต่าง ๆ รวมถึงรายงานข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของผู้นำสูงสุดอิหร่าน
โดยไทยถือว่าสถานการณ์นี้มีความอ่อนไหวสูงและน่าเป็นห่วงอย่างมากต่อความมั่นคงในระดับภูมิภาค
2. เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรง ไทยได้ส่งสารถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งให้ใช้ความยับยั้งชั่งใจและหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่จะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่บ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในภูมิภาคด้วย
3. เร่งรัดการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาและการทูต จุดยืนที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยคือการเรียกร้องให้มีการแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งผ่าน "กระบวนการเจรจาและการทูต" (Dialogue and Diplomacy)
โดยเชื่อมั่นว่าการหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกโดยสันติวิธีเป็นหนทางเดียวที่จะยุติความสูญเสียและสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กลับคืนมา
มาตรการช่วยเหลือและแผนอพยพคนไทย
กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้ง "ศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง" (War Room) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพื่อทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดศูนย์ประสานงาน 24 ชั่วโมงโดยกรมการกงสุล
จากการสำรวจข้อมูลพบว่ามีคนไทยพำนักอยู่ในภูมิภาคนี้ประมาณ 110,000 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ในอิสราเอล 65,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเกษตร) และในอิหร่าน 250 คน ในเบื้องต้นยืนยันว่าคนไทยทุกคนยังปลอดภัยดี อย่างไรก็ตาม ได้มีการเปิดให้ลงชื่อแสดงความประสงค์กลับไทยแล้ว โดยในอิหร่านมีผู้แจ้งความประสงค์ 29 คน (นักศึกษาและแรงงาน) ส่วนในอิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน เนื่องจากสายการบินปกติยังให้บริการและมีเส้นทางอพยพทางบกผ่านประเทศเพื่อนบ้านได้
ส่วนการเตรียมความพร้อมระดับชาติ ในวันที่ 2 มีนาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคง รวมถึงการพิจารณาแผนอพยพที่ต้องคำนึงถึงความท้าทายเรื่องการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศ
นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการแถลง นายปาณิดลยังได้ชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าสายการบินไทยขนส่งอาวุธไปยังอิสราเอล โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และสายการบินของไทยปฏิบัติตามกฎระเบียบสากลอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังมีการพิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวต่างชาติจากตะวันออกกลางที่ติดค้างในประเทศไทยเนื่องจากการปิดน่านฟ้า โดยอาจมีการผ่อนปรนกฎระเบียบตรวจคนเข้าเมืองซึ่งจะมีการหารือกับกระทรวงมหาดไทยต่อไป





