
จบแล้ว 'คดีภาษีทรัมป์' ศาลสูงสหรัฐฯชี้ขาด ประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจตั้งภาษีนำเข้าเอง
โดนัลด์ ทรัมป์แพ้ คดีภาษีทรัมป์ ธหลังศาลสูงสหรัฐตัดสินชัด กฎหมายฉุกเฉิน IEEPA ไม่ให้อำนาจประธานาธิบดีตั้งภาษีนำเข้า ชี้เป็นอำนาจของสภาคองเกรสเท่านั้น สะเทือนนโยบายการค้า เปิดทางธุรกิจฟ้องค้านมาตรการภาษีในอนาคต
KEY
POINTS
- ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ในการกำหนดภาษีนำเข้าด้วยตนเอง
- คำตัดสินย้ำหลักการตามรัฐธรรมนูญว่าอำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร
- ผลของคำพิพากษาเป็นการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในอนาคตในการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อขึ้นภาษีการค้าโดยพลการ
ศาลสูงสหรัฐ (U.S. Supreme Court) มีคำพิพากษาสำคัญในคดีระหว่าง Learning Resources, Inc. กับ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
โดยตัดสินว่าประธานาธิบดีสหรัฐไม่มีอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการกำหนดภาษีนำเข้า (tariffs) ด้วยตนเอง
คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งสำคัญของทรัมป์ และมีผลโดยตรงต่อการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
จุดเริ่มต้นของคดี: บริษัทเอกชนฟ้องค้านภาษีนำเข้า
คดีนี้เกิดจาก Learning Resources, Inc. ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายย่อย ยื่นฟ้องคัดค้านการที่ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการค้ายาเสพติด ก่อนใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ เช่น แคนาดา เม็กซิโก และจีน
ทรัมป์ให้เหตุผลว่า การไหลเข้าของยาเสพติดและการขาดดุลการค้าเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีตอบโต้
อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้นำเข้าและหลายรัฐมองว่า การกระทำดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย และยื่นฟ้องจนคดีขึ้นสู่ศาลสูงสุด
ศาลชี้ชัด: IEEPA ไม่ให้อำนาจตั้งภาษี
ศาลสูงสหรัฐวินิจฉัยว่า กฎหมาย IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “ควบคุม” ธุรกรรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการ “จัดเก็บภาษี”
ศาลระบุชัดว่า “IEEPA ไม่มีข้อความใดกล่าวถึงภาษีหรืออากร และไม่มีหลักฐานว่ารัฐสภามอบอำนาจดังกล่าวให้ฝ่ายบริหาร”
ศาลจึงสรุปว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถใช้กฎหมายฉุกเฉินฉบับนี้เป็นฐานทางกฎหมายในการกำหนดภาษีนำเข้าได้
ย้ำหลักรัฐธรรมนูญ: อำนาจเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส
ศาลอ้างถึงหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งกำหนดให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือสภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร
ศาลระบุว่า หากจะมอบอำนาจสำคัญเช่นนี้ให้ประธานาธิบดี ต้องมีข้อความในกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งในกรณีของ IEEPA ไม่ได้ระบุไว้
นอกจากนี้ ศาลยังอ้างถึงหลัก Separation of Powers และ Major Questions Doctrine ซึ่งกำหนดว่า นโยบายที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสโดยตรง
คำตัดสินเสียงข้างมากย้ำขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร
คำพิพากษาครั้งนี้มีเสียงข้างมากสนับสนุนการจำกัดอำนาจประธานาธิบดี โดยผู้พิพากษาหลายคนเห็นตรงกันว่า กฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจกำหนดภาษี
แม้จะมีเสียงข้างน้อยบางส่วนแย้งว่า กฎหมายดังกล่าวควรตีความให้ครอบคลุมมาตรการภาษีในฐานะเครื่องมือควบคุมการนำเข้า แต่เสียงข้างมากยืนยันว่าการตีความเช่นนั้นกว้างเกินไป
ผลกระทบสำคัญ: จำกัดอำนาจประธานาธิบดีด้านภาษี
คำตัดสินนี้มีผลในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
- ประธานาธิบดีสหรัฐไม่สามารถใช้ IEEPA เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าได้อีก
- หากต้องการขึ้นภาษี ต้องใช้กฎหมายเฉพาะที่สภาคองเกรสอนุญาต เช่น กฎหมายด้านความมั่นคงหรือการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
- เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถฟ้องคัดค้านมาตรการภาษีที่ไม่มีฐานทางกฎหมายชัดเจน
นักวิเคราะห์มองว่า คำพิพากษานี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญ ที่จำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร และย้ำบทบาทของสภาคองเกรสในฐานะผู้กำหนดนโยบายภาษีของประเทศ

