thansettakij
thansettakij
จบแล้ว 'คดีภาษีทรัมป์' ศาลสูงสหรัฐฯชี้ขาด ประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจตั้งภาษีนำเข้าเอง

จบแล้ว 'คดีภาษีทรัมป์' ศาลสูงสหรัฐฯชี้ขาด ประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจตั้งภาษีนำเข้าเอง

20 ก.พ. 2569 | 15:29 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.พ. 2569 | 15:40 น.

โดนัลด์ ทรัมป์แพ้ คดีภาษีทรัมป์ ธหลังศาลสูงสหรัฐตัดสินชัด กฎหมายฉุกเฉิน IEEPA ไม่ให้อำนาจประธานาธิบดีตั้งภาษีนำเข้า ชี้เป็นอำนาจของสภาคองเกรสเท่านั้น สะเทือนนโยบายการค้า เปิดทางธุรกิจฟ้องค้านมาตรการภาษีในอนาคต

KEY

POINTS

  • ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ในการกำหนดภาษีนำเข้าด้วยตนเอง
  • คำตัดสินย้ำหลักการตามรัฐธรรมนูญว่าอำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร
  • ผลของคำพิพากษาเป็นการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในอนาคตในการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อขึ้นภาษีการค้าโดยพลการ

ศาลสูงสหรัฐ (U.S. Supreme Court) มีคำพิพากษาสำคัญในคดีระหว่าง Learning Resources, Inc. กับ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

 โดยตัดสินว่าประธานาธิบดีสหรัฐไม่มีอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการกำหนดภาษีนำเข้า (tariffs) ด้วยตนเอง

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งสำคัญของทรัมป์ และมีผลโดยตรงต่อการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

จุดเริ่มต้นของคดี: บริษัทเอกชนฟ้องค้านภาษีนำเข้า

 

คดีนี้เกิดจาก Learning Resources, Inc. ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายย่อย ยื่นฟ้องคัดค้านการที่ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการค้ายาเสพติด ก่อนใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ เช่น แคนาดา เม็กซิโก และจีน

ทรัมป์ให้เหตุผลว่า การไหลเข้าของยาเสพติดและการขาดดุลการค้าเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีตอบโต้

อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้นำเข้าและหลายรัฐมองว่า การกระทำดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย และยื่นฟ้องจนคดีขึ้นสู่ศาลสูงสุด

ศาลชี้ชัด: IEEPA ไม่ให้อำนาจตั้งภาษี

 

ศาลสูงสหรัฐวินิจฉัยว่า กฎหมาย IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “ควบคุม” ธุรกรรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการ “จัดเก็บภาษี”

 

ศาลระบุชัดว่า “IEEPA ไม่มีข้อความใดกล่าวถึงภาษีหรืออากร และไม่มีหลักฐานว่ารัฐสภามอบอำนาจดังกล่าวให้ฝ่ายบริหาร” 

ศาลจึงสรุปว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถใช้กฎหมายฉุกเฉินฉบับนี้เป็นฐานทางกฎหมายในการกำหนดภาษีนำเข้าได้

 

ย้ำหลักรัฐธรรมนูญ: อำนาจเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส

 

ศาลอ้างถึงหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งกำหนดให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือสภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร

ศาลระบุว่า หากจะมอบอำนาจสำคัญเช่นนี้ให้ประธานาธิบดี ต้องมีข้อความในกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งในกรณีของ IEEPA ไม่ได้ระบุไว้

นอกจากนี้ ศาลยังอ้างถึงหลัก Separation of Powers และ Major Questions Doctrine ซึ่งกำหนดว่า นโยบายที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสโดยตรง

 

คำตัดสินเสียงข้างมากย้ำขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร

 

คำพิพากษาครั้งนี้มีเสียงข้างมากสนับสนุนการจำกัดอำนาจประธานาธิบดี โดยผู้พิพากษาหลายคนเห็นตรงกันว่า กฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจกำหนดภาษี

แม้จะมีเสียงข้างน้อยบางส่วนแย้งว่า กฎหมายดังกล่าวควรตีความให้ครอบคลุมมาตรการภาษีในฐานะเครื่องมือควบคุมการนำเข้า แต่เสียงข้างมากยืนยันว่าการตีความเช่นนั้นกว้างเกินไป

 

ผลกระทบสำคัญ: จำกัดอำนาจประธานาธิบดีด้านภาษี

 

คำตัดสินนี้มีผลในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่

  • ประธานาธิบดีสหรัฐไม่สามารถใช้ IEEPA เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าได้อีก
  • หากต้องการขึ้นภาษี ต้องใช้กฎหมายเฉพาะที่สภาคองเกรสอนุญาต เช่น กฎหมายด้านความมั่นคงหรือการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถฟ้องคัดค้านมาตรการภาษีที่ไม่มีฐานทางกฎหมายชัดเจน

นักวิเคราะห์มองว่า คำพิพากษานี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญ ที่จำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร และย้ำบทบาทของสภาคองเกรสในฐานะผู้กำหนดนโยบายภาษีของประเทศ

 

คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ