thansettakij
thansettakij
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน World Artificial Intelligence Conference 2026 หรือ WAIC 2026

สี จิ้นผิง วาง 4 เสาหลักคุม AI โลก ดันจีนชิงบทนำกติกาใหม่

17 ก.ค. 69 | 05:20 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ค. 69 | 11:00 น.

สี จิ้นผิง ประกาศวิสัยทัศน์ AI ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เสนอ 4 แนวทางธรรมาภิบาลโลก เปิดกว้างเทคโนโลยี ควบคุมความเสี่ยง ลดช่องว่างดิจิทัล พร้อมอัดมาตรการ 5 ปี ฝึกอบรมประเทศกำลังพัฒนา 5,000 ที่นั่ง ตั้งศูนย์ความร่วมมือกับอาเซียน-BRICS และนำระบบเตือนภัย “MAZU” ลงพื้นที่ 30 ประเทศ

KEY

POINTS

  • สี จิ้นผิง เสนอ 4 หลักการสำคัญเพื่อกำกับดูแล AI ในระดับโลก ได้แก่ การเปิดกว้างและแบ่งปัน, ความปลอดภัยและควบคุมได้, ความครอบคลุมและเคารพความหลากหลาย และการสร้างธรรมาภิบาลสากล
  • จีนพยายามผลักดันบทบาทจากผู้ผลิตเทคโนโลยีไปสู่ผู้กำหนดทิศทางและกติกา AI ของโลก โดยเน้นความร่วมมือกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South)
  • เรียกร้องให้ AI พัฒนาภายใต้แนวคิด "มนุษย์เป็นศูนย์กลาง" และเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกประเทศเข้าถึงได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน World Artificial Intelligence Conference 2026 หรือ WAIC 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก ซึ่งจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคม 2569 โดยวางเป้าหมายผลักดันการพัฒนา AI ภายใต้แนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกประเทศสามารถเข้าถึงได้

การประชุมปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Intelligent Partners, Co-create the Future” หรือ “พันธมิตรอัจฉริยะ ร่วมสร้างอนาคต” มีบริษัทเข้าร่วมมากกว่า 1,100 แห่ง จัดแสดงผลงานกว่า 3,000 รายการ และมีผลิตภัณฑ์ AI เปิดตัวครั้งแรกในโลกมากกว่า 300 รายการ สะท้อนบทบาทของจีนที่กำลังเร่งเปลี่ยนจากฐานการผลิตเทคโนโลยีไปสู่ผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมและกติกา AI ระดับโลก

เทียบ AI กับเครื่องจักรไอน้ำ-ไฟฟ้า

สี จิ้นผิง วาง 4 เสาหลักคุม AI โลก ดันจีนชิงบทนำกติกาใหม่ สี จิ้นผิง ระบุว่า AI มีพัฒนาการมานานกว่า 70 ปี นับตั้งแต่การประชุมดาร์ตมัท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการปฏิวัติทางเทคโนโลยีรอบใหม่

ผู้นำจีนเปรียบเทียบความสำคัญของ AI กับการถือกำเนิดของเครื่องจักรไอน้ำและไฟฟ้า ซึ่งเคยพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจ การผลิต และวิถีชีวิตของมนุษย์ พร้อมตั้งคำถามว่า สังคมโลกจะอยู่ร่วมกับเครื่องจักรที่สามารถคิดและตัดสินใจได้อย่างไร โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความเท่าเทียมระหว่างประเทศ

สี จิ้นผิง เตือนว่า หากเทคโนโลยีและทรัพยากร AI กระจุกตัวอยู่ในประเทศหรือบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง อาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางประวัติศาสตร์รูปแบบใหม่ และขยายช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาให้กว้างขึ้น

เปิด 4 ข้อเสนอธรรมาภิบาล AI โลก

สี จิ้นผิง วาง 4 เสาหลักคุม AI โลก ดันจีนชิงบทนำกติกาใหม่

ผู้นำจีนเสนอแนวทางสำคัญ 4 ประการ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาและการกำกับดูแล AI ในระดับโลก

ประการแรก การเปิดกว้างและการได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยสนับสนุนระบบ Open Source การแบ่งปันองค์ความรู้ โมเดล และเครื่องมือ AI เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยี พร้อมผลักดันให้ AI เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก และเข้ามายกระดับภาคการผลิต อุตสาหกรรม และบริการแบบดั้งเดิม

ประการที่สอง ความปลอดภัยและความสามารถในการควบคุม โดย AI ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์ มีระบบกฎหมาย กฎระเบียบ การประเมินความเสี่ยง ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และกลไกตอบสนองเหตุฉุกเฉิน เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ระบบอัตโนมัติหลุดจากการควบคุมของมนุษย์

พร้อมกันนี้ จีนแสดงจุดยืนคัดค้านการขยายขอบเขตแนวคิดความมั่นคงแห่งชาติเกินความจำเป็น การสร้างกำแพงทางเทคโนโลยี และการใช้มาตรการควบคุมห่วงโซ่อุปทานเพื่อจำกัดการพัฒนา AI ของประเทศอื่น

ประการที่สาม ความครอบคลุมและการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการพัฒนา AI ต้องไม่ทำลายความหลากหลายด้านภาษา วัฒนธรรม หรืออารยธรรม แต่ควรใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความเข้าใจระหว่างประชาชน ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้แต่ละประเทศพัฒนา AI ที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง

ประการที่สี่ ความสามัคคีและธรรมาภิบาลสากล โดยสนับสนุนให้สหประชาชาติเป็นเวทีกลางในการสร้างกรอบกติกาที่เกิดจากฉันทามติระหว่างประเทศ และเพิ่มบทบาทของประเทศในกลุ่ม Global South ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังประมวลผล

จีนเดินหน้า “AI Plus” ดันอุตสาหกรรมทะลุล้านล้านหยวน

สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนกำลังเร่งดำเนินนโยบาย “AI Plus” หรือการนำ AI เข้าไปประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การขนส่ง ไปจนถึงงานบริการภาครัฐ

ข้อมูลที่เปิดเผยก่อนการประชุมระบุว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ของจีนมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านหยวน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวมากกว่า 30% โดยอัตราการนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของจีนสูงกว่า 80% แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนย้ำว่า การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วต้องเดินควบคู่กับการกำกับดูแลด้านจริยธรรมและความปลอดภัย โดยเปรียบ AI เสมือนม้าฝีเท้าดีที่สามารถเดินทางได้รวดเร็ว แต่จำเป็นต้องมีผู้ควบคุมและกำหนดทิศทางอย่างเหมาะสม

ฝึกอบรมประเทศกำลังพัฒนา

เพื่อแปลงวิสัยทัศน์ไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สี จิ้นผิง ประกาศว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จีนจะจัดสรรโอกาสเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมและสัมมนาเฉพาะด้าน AI จำนวน 5,000 ครั้ง ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ให้แก่บุคลากรจากประเทศกำลังพัฒนา

จีนยังเตรียมจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ AI ระหว่างประเทศ โดยทำงานร่วมกับอาเซียน สันนิบาตอาหรับ สหภาพแอฟริกา ประชาคมรัฐลาตินอเมริกาและแคริบเบียน องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และกลุ่ม BRICS

อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ การผลักดันระบบเตือนภัยอัจฉริยะด้านอุตุนิยมวิทยา “MAZU” หรือ “มาจู่” ให้เกิดการใช้งานจริงใน 30 ประเทศ เพื่อช่วยติดตามสภาพอากาศรุนแรง แจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

จีนรุกชิงพื้นที่กำหนดกติกา AI

ท่าทีของสี จิ้นผิง ครั้งนี้สะท้อนความพยายามของจีนในการขยับจากบทบาทผู้พัฒนา AI ไปสู่ผู้นำการกำหนดมาตรฐานและธรรมาภิบาลโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังต้องการทางเลือกด้านเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำและไม่ผูกขาดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง

ก่อนการประชุมเปิดฉาก มี 29 ประเทศเข้าร่วมจัดตั้งองค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก หรือ World AI Cooperation Organisation: WAICO ซึ่งจีนมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการเพิ่มเสียงของประเทศ Global South ในกระบวนการกำหนดกติกา AI

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทั้งในด้านชิปประมวลผล โมเดลภาษาขนาดใหญ่ ระบบ Open Source มาตรฐานความปลอดภัย และการควบคุมห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

สี จิ้นผิง ทิ้งท้ายว่า การพัฒนา AI ไม่ควรเป็นการแสดงเดี่ยวของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ควรเป็น “บทเพลงประสานเสียง” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างทั่วถึง ไม่กลายเป็นเครื่องมือผูกขาดหรือเพิ่มความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลก