
ตะวันออกกลางระอุ 'สหรัฐฯถล่มอิหร่าน' ทำลายเป้าหมายสำคัญ 6 คืนติด
ประมวลภาพวิกฤตตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่านต่อเนื่องคืนที่ 6 มุ่งเป้าทำลายสะพาน-ท่าเรือยุทธศาสตร์ พร้อมกระชับวงล้อมน่านน้ำ ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์จ่อทะลุ 86 ดอลลาร์ ท่ามกลางปมดีลตัวประกันที่ยังคลุมเครือ
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 6 โดยมุ่งเป้าทำลายขีดความสามารถทางการทหารและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
- การโจมตีครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจและฐานทัพเรือหลักของอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน และทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
- ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้เกิดการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือสำคัญ ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น
- อิหร่านประกาศตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ และขู่ว่าจะปิดช่องแคบที่เป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญเพิ่มเติม
สำนักข่าวรอยเตอร์ รวมทั้งสำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ยกระดับการโจมตีทางอากาศเข้าสู่คืนที่ 6 ติดต่อกัน
โดยมุ่งเน้นไปที่การทำลายขีดความสามารถทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่สำคัญ เพื่อบีบให้เตหะรานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ขณะที่ตลาดพลังงานโลกเริ่มเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวหลังเส้นทางลำเลียงหลักถูกปิดล้อม
ปูพรมถล่มคืนที่ 6 มุ่งเป้ายุทธศาสตร์-โครงสร้างพื้นฐาน
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ยืนยันการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่เพื่อลดทอนขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน โดยการโจมตีล่าสุดครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทางตอนใต้และเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ เกาะเกชม (Qeshm) และเมืองบันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดและฐานทัพเรือหลักของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC)
รายงานจากสื่อท้องถิ่นอิหร่านระบุว่า การโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างหนัก รวมถึงสะพาน 5 แห่งในเมืองบันดาร์ คามีร์ สถานีรถไฟ และสนามบินอิหร่านชาห์ นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีใกล้กับเมืองบูเชห์ร ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
ส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีระลอกหลังสุดอย่างน้อย 7 ราย และยอดรวมผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่เริ่มการปะทะพุ่งสูงถึง 38 ราย และบาดเจ็บกว่า 400 ราย
สงครามปิดล้อมน่านน้ำ น้ำมันดิบโลกขยับพุ่ง
มิติด้านเศรษฐกิจทวีความตึงเครียดเมื่อสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการปิดล้อมทางเรืออย่างเข้มงวด โดยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวโอมานเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตร พร้อมระบุว่าได้ทำการเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ 3 ลำที่พยายามฝ่าวงล้อม และทำให้เรืออีก 1 ลำไม่สามารถใช้การได้
ผลจากการปิดล้อมและการปะทะที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือน้ำมันและก๊าซที่สำคัญที่สุดของโลก ทำให้การสัญจรทางน้ำต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 85.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ขยับขึ้นมาที่ 79.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ซึ่งนายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาเตือนว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายในเร็ววัน วิกฤตความมั่นคงทางพลังงานโลกจะเข้าสู่ขั้นวิกฤต
อิหร่านขู่โต้กลับข้ามพรมแดน-ปมตัวประกันยังสับสน
ด้านกองกำลัง IRGC ของอิหร่านได้ประกาศตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานเรดาร์ตรวจการณ์ของสหรัฐฯ ในโอมาน รวมถึงเป้าหมายในคุเวต บาห์เรน และศูนย์บัญชาการปฏิบัติการพิเศษในซีเรีย
นอกจากนี้ อิหร่านยังขู่ว่าจะสั่งให้กลุ่มฮูตีในเยเมนปิดช่องแคบ บับ อัล-มันเดบ (Bab al-Mandeb) ในทะเลแดงเพิ่มอีกแห่ง หากสหรัฐฯ ยังไม่หยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
ในแง่ของการทูตยังคงมีความย้อนแย้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาขอบคุณอิหร่านผ่านสื่อโซเชียลสำหรับการปล่อยตัว นางดีนา คารารี พลเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกคุมขัง โดยยกย่องว่าเป็น "สัญญาณแห่งความปรารถนาดี"
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตุลาการของอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวทันที โดยยืนยันว่าไม่มีการปล่อยตัวหรือแลกเปลี่ยนนักโทษใดๆ ทั้งสิ้น







