
โลกร่วมแซงค์ชันกองทัพเมียนมา
แนวโน้มที่จะเกิดสงคราม กลางเมืองขึ้นในเมียนมา ทำให้มีการเรียกร้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เร่งหาทางเจรจาเพื่อนำสันติภาพกลับมาสู่เมียนมา ซึ่งนับตั้งแต่ที่มีการก่อรัฐประหารโดยกองทัพเพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังคงมีการชุมนุมประท้วงในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศเมียนมาเป็นรายวัน และทางการก็ได้ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม ทำให้จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 522 ราย ถูกจับกุมอีกหลายร้อยคน
นายแอนโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมกันเพิ่มแรงกดดันกองทัพเมียนมา เพราะเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่เห็นความรุนแรงกับประชาชน มีคนจำนวนมากถูกฆ่าตายในระดับสูงอย่างนี้
นอกจากการออกมาเคลื่อนไหวประณามรัฐบาลทหารเมียนมาที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุมแล้ว สหรัฐ อเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) เป็นต่างชาติแถวหน้าที่ประกาศใช้มาตรการแซงค์ชัน หรือควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อเมียนมา โดยสหรัฐและอียูได้ควํ่าบาตรบรรดานายพลทหาร ผู้บัญชาการตำรวจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อรัฐประหาร นอกจากนี้ สหรัฐยังแบนองค์กรที่เป็นแหล่งสร้างรายได้ทางธุรกิจให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาด้วย คือ บริษัท Myanmar Economic Corporation (MEC) และบริษัท Myanmar Economic Holdings Ltd.(MEHL) ซึ่งมีบริษัทในเครืออีกเป็นร้อยบริษัท ถือเป็นการตัดท่อนํ้าเลี้ยงบรรดาผู้นำระดับสูงในกองทัพที่ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทเหล่านี้
ขณะที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้ประกาศระงับกรอบความตกลงการค้าและการลงทุนปี 2013 (TIFA) ระหว่างสหรัฐฯกับเมียนมา ซึ่งส่งเสริมภาคธุรกิจในเมียนมา จนกว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมา คำแถลงดังกล่าวทำให้สินค้าเมียนมาถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ในการนำเข้าสู่ตลาดสหรัฐในทันที
ล่าสุด ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศบริจาคเงินช่วยเหลือเมียนมามากที่สุด ได้ประกาศระงับความช่วยเหลือก้อนใหม่แก่เมียนมา แม้จะไม่ได้หมายรวมถึงโครงการที่ทำอยู่หรือดำเนินการไปแล้ว แต่ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นครั้งนี้ก็หมายถึงการระงับโครงการปล่อยเงินกู้และเงินให้เปล่าเพื่อการพัฒนาในเมียนมา มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
ในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้ช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่เมียนมา เป็นมูลค่ารวม 1 ล้านล้านเยน (280,000 ล้านล้านบาท) ไม่รวมเงินให้เปล่าอีก 300,000 ล้านเยน (84,000 ล้านบาท) และเงินช่วยเหลือด้านเทคนิคอีก 88,000 ล้านเยน (24,000 ล้านบาท) และนับตั้งเกิดรัฐประหารในเมียนมา ตามด้วยเหตุประท้วงนองเลือด กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นช่วยกดดันด้วยการระงับเงินช่วยเหลือทั้งหมด
ข่าวระบุว่า เฉพาะเมื่อปี 2562 รัฐบาลญี่ปุ่นมอบเงินช่วยเหลือเมียนมาผ่านโครงการโอดีเอ เป็นมูลค่าเกือบ 190,000 ล้านเยน (53,000 ล้านบาท) ในจำนวนนี้ประกอบด้วยเงินกู้ เงินให้เปล่า และเงินช่วยเหลือด้านเทคนิค ประเทศอื่นๆ ที่ประกาศระงับความสนับสนุนทางเศรษฐกิจแก่เมียนมา ยังได้แก่ เดนมาร์ก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ขณะที่ธุรกิจเอกชน
อย่างเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ได้ประกาศระงับบัญชีผู้ใช้ที่เป็นของทางการเมียนมา เพื่อระงับการปล่อยข่าวที่อาจสร้างความรุนแรงให้กับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น
ข่าวระบุว่า วิกฤตในเมียนมาทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น เมื่อฝ่ายรัฐบาลพลเรือนนำโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ที่ถูกยึดอำนาจไปแล้วได้พยายามจัดตั้ง “รัฐบาลคู่ขนาน” ขึ้นมาหวังทวงอำนาจคืนจากกองทัพ โดยมีการเรียกร้อง ชักชวน และเจรจากับบรรดาผู้นำกลุ่มชนกลุ่มน้อยติดอาวุธที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเมียนมา ให้เข้ามามีส่วนร่วมจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ national unity government ซึ่งมีกำหนดเปิดตัววันที่ 1 เมษายนนี้ เปิดโอกาสให้บรรดาชนกลุ่มน้อยเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อปกครองประเทศในอนาคตอีกด้วย
พร้อมๆ กับการร่วมมือดังกล่าว ฝ่ายชนกลุ่มน้อยติดอาวุธกลายมาเป็นแนวร่วมและสนับสนุนการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาในหลายพื้นที่ ทำให้ระยะหลัง ๆ ผู้ชุมนุมมีกลุ่มติดอาวุธเข้าทำหน้าที่ให้ความคุ้มครองแต่นั่นก็ทำให้การเผชิญหน้ากับรัฐบาลมีความ แข็งกร้าวและทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย และกองทัพเมียนมาเองก็เท่ากับเปิดศึกกับอีกหลายด้าน เพราะนอกจากต้องรับมือกับผู้ชุมนุมที่แข็ง กร้าวขึ้นแล้วยังต่อปะทะกับชนกลุ่ม น้อยติดอาวุธในเวลาเดียวกัน






