thansettakij
thansettakij
วิจัยชี้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยโควิดมากถึง 95% ของโลกขาดหายไป

วิจัยชี้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยโควิดมากถึง 95% ของโลกขาดหายไป

18 พ.ย. 63 | 05:57 น.
อัปเดตล่าสุด :18 พ.ย. 63 | 12:56 น.

สำนักวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลียพบว่า ข้อมูลที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) จำนวนมากในทั่วโลกถึง 95% ขาดหายไป

งานวิจัยซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันอังคาร (17 พ.ย.) อ้างอิงข้อมูลจากคณะนักวิจัยขององค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรมแห่งเครือจักรภพ (CsIRO) ซึ่งเผยว่าในข้อมูลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ร้อยละ 95.5 ที่ถูกจัดเก็บในแผนริเริ่มระดับโลกว่าด้วยการแบ่ปันข้อมูลโรคไข้หคใหญ่ทั้งหมด หรือ จีไอเอสเอไอดี (GISAID) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลจีโนมของเชื้อไวรัสโคโรนสายพันธุ์ใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกนั้น ไม่มีข้อมูลผู้ป่วยซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้อง

 

เอส. เอส. แวเซน ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยและหัวหน้าทีมเชื้อโรคอันตรายขององค์การระบุว่าการบันทึก"ประสบการณ์ของผู้ป่วย" (Patient Journey ) โรคโควิด-19 เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้มนุษย์ทำความเข้าใจวิวัฒนาการของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

 

"เราต้องรีบระบุข้อมูลผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับลำดับจีโนมของไวรัสโดยด่วน เพื่อทำความเข้าใจว่าผลของโรคตัวนี้เกิดจากการกลายพันธุ์เพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้งในตัวไวรัส หรือปัจจัยต่างๆ ของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น อายุ เพศ และโรคที่เกิดขึ้นร่วมกัน"

 

"เป็นไปได้มากว่าทีมทางคลินิกซึ่งเป็นผู้รักษาผู้ป่วยจะรู้ข้อมูลเหล่านี้ แต่ส่งต่อมาไม่ถึงคลังข้อมูลสาธารณะเช่นจีไอเอส  เอไอดี เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน"

 

จีไอเอสเอไอดีมีข้อมูลลำดับจีโนมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กว่า 200,000 ชุด นับเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีข้อมูลลำดับจีโนมมากที่สุดเป็นประวัติกรณ์ โดยงานวิจัยของค์การวิจัยฯ ระบุว่มีการบันทึกลำดับจีโม 100,000 ชุดในช่วง 2 เดือนก่อนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

 

ในเดือนเษายน จีไอเอสเอไอดีกำหนดให้ "สถานะของผู้ป่วย" เป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอกเพื่อใส่ข้อมูลลำดับจีโนมเชื้อไวรัสลงในฐานข้อมูล แต่งานวิจัยพบว่าโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ด้อยประสิทธิภาพเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการดังกล่าว

 

เดนิช เบาเออร์ ผู้เขียนหลักของนวิจัยระบุว่าแบบแผนการเก็บข้อมูลที่งานวิจัยเสนอนั้นจะครอบคลุมข้อมูลสำคัญๆมากขึ้น พร้อมกล่าวว่ามีการระบุขั้นตอนต่งๆ ในการขอข้อมูลด้านสุขภาพในกระบวนการทำงาน ซึ่งคาดว่าส่งผลกระทบต่อกระบวนการศึกษาขอลเพื่อทำความเข้าใจเชื้อไวรัสตัวนี้มากที่สุด พร้อมเสริมว่ามีการใช้งานแบบสอบถามที่ได้มาตรฐาน ซึ่งอ้างอิงหลักภววิทยา (วิธีการบรรยายขอบเขตแนวคิดหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวกับแนวคิด) ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)