
โควิดรอบโลกระอุชี้ไทยมาตรการป้องกันเข้มล็อกทุกคน
โควิดรอบโลกยังระอุ ติดเชื้อ-เสียชีวิตไม่ลด อังกฤษ ตายพุ่ง30,615 ราย แจงไทยมาตรการป้องกันยังเข้มงวด ล็อกผู้เดินทางเข้าประเทศทุกคนเข้าสถานกักกันตัวของรัฐ
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (ศบค.) ได้แถลงถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19 ) ทั่วโลก ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 (เวลา 10.00 น.) มีผู้ติดเชื้อจำนวน 3,916,338 ราย เพิ่มขึ้น 93,478 ราย เสียชีวิต 270,711 ราย เพิ่มขึ้น 5,635 ราย หายป่วยแล้ว1,342,460 ราย เพิ่มขึ้น 40,163 ราย อาการหนัก 48,958 ราย เพิ่มขึ้น 747 ราย
ประเทศที่พบผู้ติดเชื้อสะสมมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
1. สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 1,292,623 ราย เพิ่มขึ้น 29,531 ราย เสียชีวิต 76,928 ราย เพิ่มขึ้น 2,192ราย
2. สเปน มีผู้ติดเชื้อ 256,855 ราย เพิ่มขึ้น 3,173 ราย เสียชีวิต 26,070 ราย เพิ่มขึ้น 213 ราย
3. อิตาลี มีผู้ติดเชื้อ 215,858 ราย เพิ่มขึ้น 1,401 ราย เสียชีวิต 29,958 ราย เพิ่มขึ้น 274 ราย
4.อังกฤษ มีผู้ติดเชื้อ 206,715 รายเพิ่มขึ้น 5,614 ราย เสียชีวิต 30,615 ราย เพิ่มขึ้น 539 ราย
5.รัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 177,160 ราย เพิ่มขึ้น 11,231 ราย เสียชีวิต 1,625 ราย เพิ่มขึ้น 88 ราย
6. ฝรั่งเศส มีผู้ติดเชื้อ 174,791 ราย เพิ่มขึ้น 600 ราย เสียชีวิต 25,987 ราย เพิ่มขึ้น 178 ราย
7.เยอรมนี มีผู้ติดเชื้อ 169,430 ราย เพิ่มขึ้น 1,268 ราย เสียชีวิต 7,392 รายเพิ่มขึ้น 117 ราย
8.บราซิล มีผู้ติดเชื้อ 135,773 ราย เพิ่มขึ้น 9,162 ราย เสียชีวิต 9,190 ราย เพิ่มขึ้น 602 ราย
9.ตุรกี มีผู้ติดเชื้อ 133,721 ราย เพิ่มขึ้น 1,977 ราย เสียชีวิต 3,641 ราย เพิ่มขึ้น 57 ราย
10.อิหร่าน มีผู้ติดเชื้อ 103,135 ราย เพิ่มขึ้น 1,485 ราย เสียชีวิต 6,486 ราย เพิ่มขึ้น 68 ราย
10 ประเทศอันดับแรก ตามจำนวนผู้ป่วยรายใหม่
1. สหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยใหม่ 29,531 ราย
2. รัสเซีย มีผู้ป่วยใหม่ 11,231 ราย
3. บราซิล มีผู้ป่วยใหม่ 9,162 ราย
4.อังกฤษ มีผู้ป่วยใหม่ 5,614 ราย
5.เปรู มีผู้ป่วยใหม่ 3,709 ราย
6. อินเดีย มีผู้ป่วยใหม่ 3,364 ราย
7.สเปน มีผู้ป่วยใหม่ 3,173 ราย
8.เม็กซิโก มีผู้ป่วยใหม่ 1,982 ราย
9. ตุรกี มีผู้ป่วยใหม่ 1,977 ราย
10.ซาอุดีอาระเบีย มีผู้ป่วยใหม่ 1,793 ราย
10 ประเทศอันดับแรก ตามจำนวนผู้เสียชีวิตรายใหม่
1. สหรัฐอเมริกา ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 2,129 ราย
2. บราซิล ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 602 ราย
3. อังกฤษ ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 539 ราย
4.อิตาลี ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 274 ราย
5.เม็กซิโก ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 257 ราย
6. สเปน ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 213 ราย
7.ฝรั่งเศส ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 178 ราย
8.แคนาดาผู้เสียชีวิตรายใหม่ 176 ราย
9. เยอรมนี ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 117 ราย
10.อินเดีย ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 104 ราย
10 ประเทศอันดับแรก ตามจำนวนผู้ป่วยสะสม กลุ่มประเทศอาเซียน+เอเชีย
1.อินเดีย ผู้ป่วยสะสม 56,351 ราย เพิ่มขึ้น 3,364 ราย เสียชีวิต 1,889 ราย เพิ่มขึ้น 104 ราย
2.ปากีสถาน ผู้ป่วยสะสม 24,644 ราย เพิ่มขึ้น 571 ราย เสียชีวิต 585 ราย เพิ่มขึ้น 21 ราย
3.สิงคโปร์ ผู้ป่วยสะสม 20,939 ราย เพิ่มขึ้น 741 ราย เสียชีวิต 20 ราย เพิ่มขึ้น - ราย
4.ญี่ปุ่น ผู้ป่วยสะสม 15,477ราย เพิ่มขึ้น 224 ราย เสียชีวิต 577 ราย เพิ่มขึ้น 21 ราย
5.อินโดนีเซีย ผู้ป่วยสะสม 12,776ราย เพิ่มขึ้น 338 ราย เสียชีวิต 930 ราย เพิ่มขึ้น 35 ราย
6.บังกลาเทศ ผู้ป่วยสะสม 12,425 ราย เพิ่มขึ้น 706 ราย เสียชีวิต 199 ราย เพิ่มขึ้น 13 ราย
7.เกาหลีใต้ ผู้ป่วยสะสม 10,822 ราย เพิ่มขึ้น 12 ราย เสียชีวิต 256 ราย เพิ่มขึ้น - ราย
8.ฟิลิปปินส์ ผู้ป่วยสะสม 10,343ราย เพิ่มขึ้น 339 ราย เสียชีวิต 685 ราย เพิ่มขึ้น 27 ราย
9.มาเลเซีย ผู้ป่วยสะสม 6,467ราย เพิ่มขึ้น 39 ราย เสียชีวิต 107 ราย เพิ่มขึ้น - ราย
10.ไทย ผู้ป่วยสะสม 3,000 ราย เพิ่มขึ้น 8 ราย เสียชีวิต 55 ราย เพิ่มขึ้น - ราย
ขณะที่ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่นักวิจัยในสหรัฐอเมริกา มีความกังวลว่าโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ใหม่ อาจทำให้การพัฒนาวัคซีนช้าลง ไปอีก ในส่วนประเทศไทยเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายระดับประเทศ ในฐานะที่ไทยมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ มีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ขณะนี้มี 5 หน่วยงานที่ร่วมพัฒนาวัคซีน ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และถ้าร่วมกับอาเซียนเราอาจจะเป็นประเทศแรกๆ ที่มีโอกาสได้ใช้วัคซีน จึงต้องส่งกำลังใจและฝากความหวังให้คนเหล่านี้
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า ถึงเที่ยวบินที่จะนำคนไทยตกค้างกลับไทยนั้น ในวันที่ 8 พ.ค.จะมีคนไทยกลับจากอียิปต์ 199 คน เป็นนักเรียนนักศึกษา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (อาบูดาบี) 100 คน เป็นแรงงานตกค้าง ส่วนในวันที่ 9 พ.ค. จากเวียดนาม 35 คน ญี่ปุ่น 212ราย คนไทยตกค้าง และ เนเธอร์แลนด์ (อัมสเตอร์ดัม) 50คน เปนคนไทยตกค้างในยุโรป50 ราย
ส่วนเที่ยวบินที่จะนำคนไทยตกค้างกลับไทย ในช่วงวันที่ 10 พ.ค.มี 3เที่ยวบิน มาจาก ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น(โตเกียว) วันที่11 พ.ค. 2เที่ยวบิน จาก อินเดีย(นิวเดลี) และญี่ปุ่น(โตเกียว) วันที่ 12 พ.ค. 2เที่ยวบินจาก สหรัฐอเมริกา รัสเซีย(มอสโก) และวันที่13พ.ค. 2 เที่ยวบิน จากฟิลิปปินส์ (มะนิลา)และอินเดีย(คยา)
ส่วนสถิติคนไทยเดินทางกลับเข้าประเทศผ่านจุดผ่านแดนทางบก มาจากเมียนมา 2คนมาเลเซีย 348คน สปป.ลาว 9 คน กัมพูชา 9 คน เดินทางเข้าสะสมตั้งแต่วันที่18เม.ย.-7พ.ค. จำนวน 8,892 คน
มียอดสะสมผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและอยู่ในสถานกักตัวของรัฐ ตั้งแต่ 3 เม.ย.-7 พ.ค. 14,372 ราย กลับบ้านแล้ว 5,080 ราย ส่วนผลการปฏิบัติการงานด้านความมั่นคงในช่วงเคอร์ฟิวคืนวันที่ 7 พ.ค.ต่อเนื่องเช้าวันที่ 8 พ.ค. มีผู้กระทำผิดชุมนุม มั่วสุม 126 ราย เพิ่มจากคืนก่อน 28 ราย โดยดื่มสุรายังเป็นอันดับหนึ่ง ออกนอกเคหสถาน 610 รายลดลงจากคืนก่อน 73 ราย
ขอเน้นย้ำว่า แม้จะมีการผ่อนคลายแต่ก็ต้องมีการจำกัดพฤติกรรมในบางส่วน ต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่แพร่กระจายเชื้อ
ต่อข้อถามถึงความชัดเจนในการถอนจีนและเกาหลีใต้ออกจากประกาศเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายนั้น ระบุว่า การเสนอถอนออกจากลิสต์ยังไม่ได้เสร็จสิ้นตอนนี้ เป็นข้อเสนอของนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุขต่อที่ประชุม ศบค. ตอนนี้ยังไม่ได้อนุมัติ เพราะต้องมีขั้นตอน และต้องนำเข้าคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเพื่อพิจารณานำชื่อออก
ส่วนที่คนไทยกังวลว่าจะเปิดให้คนจีนเข้าประเทศไทยได้อีกครั้งนั้น ยังไม่ต้องกังวลเนื่องจากมาตรการต่างๆยังเหมือนเดิม ทั้งการจำกัดเที่ยวบินไม่ให้เครื่องโดยสารปกติเข้ามา ต้องมีใบรับรองแพทย์ ถ้าเข้าตอนนี้ต้องอยู่ในสถานกักตัวของรัฐ 14 วัน หากเป็นนักท่องเที่ยวเจอมาตรการนี้ก็ยังไม่อยากเข้ามา เพราะวันนี้ยังไม่ใช่สถานะการเดินทางโดยเสรี ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจได้
เมื่อถามว่า คนจีนมีความกังวลว่า หากเปิดประเทศแล้วการเดินทางเข้ามาไทยจะมีความปลอดภัยจริงหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เราพยายามกลับไปเป็นเหมือนเดิม ที่ผ่านมาเราดูแลคนไทยอย่างไรก็ดูแลคนต่างชาติอย่างนั้น เช่น ผู้ป่วยรายแรกที่เป็นคนจีนเราก็รักษาจนหาย ทำให้เห็นว่าเรามีการแพทย์ที่ดี จึงมั่นใจได้






