
“คุมไวรัสให้ได้ก่อนไหม” จีนโต้"ทรัมป์" ขู่รีดภาษีสินค้า
จีนออกโรงวิจารณ์คณะทำงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนโทษฐานที่เป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” โดยจีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศตัวเองให้ได้ก่อน ค่อยมาไล่บี้ประเทศอื่น
"จีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในเวลากว่า 2 เดือน" นางหัว ชุนหยิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมเสริมว่า "แล้วสหรัฐฯทำอะไรบ้างในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา"
นางหัวระบุว่า สหรัฐฯต้องจัดการเรื่องในประเทศของตัวเองให้ดี ความสำคัญอันดับแรกคือการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐฯ และหาทางช่วยชีวิตประชาชนทั่วโลก
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า ไวรัสโควิด-19 มีต้นกำเนิดจากห้องทดลองโรคติดเชื้อในจีน พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีน เพื่อเป็นการลงโทษที่จีนขาดความรับผิดชอบในการทำให้เกิดโรคระบาดในครั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เขาได้เห็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่าโควิด-19 มีต้นกำเนิดจากสถาบันระบาดวิทยาในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นเมืองต้นตอที่ตรวจพบไวรัสดังกล่าวเป็นครั้งแรกในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์มีเสียงขานรับทั้งจากนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายลาร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของทำเนียบขาว โดยนายคุดโลว์ตอกไปว่า จีนจะต้องรับผิดชอบต่อการระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่นายปอมเปโอ ระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่าไวรัสโควิด-19 จะมาจากห้องแล็บทดลองโรคติดเชื้อในประเทศจีน แต่เขาเองยังไม่อยากจะชี้ขาดว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่
"วิธีง่ายๆ ที่เราจะหาคำตอบได้ก็คือ จีนต้องแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับไวรัสทั้งหมดที่มีอยู่ เช่น ข้อมูลของคนไข้หมายเลขศูนย์ ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกที่ติดเชื้อไวรัสนี้ ผมหวังว่าเราจะเจอหลักฐานมากขึ้นเกี่ยวกับที่มาของไวรัส และเมื่อมีหลักฐานมากขึ้น ก็จะทำให้ทุกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น" นายปอมเปโอระบุ
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถูกจีนโต้กลับแรงไม่แพ้กัน โดยนอกจากสถาบันวิจัยไวรัสที่เมืองอู่ฮั่นจะออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาแล้ว นายเกิ้ง ชวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ยังแถลงยืนยันว่า จีนเองก็ตกเป็นเหยื่อและได้รับความสูญเสียจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ออกมาตำหนิจีนในเรื่องนี้ นอกจากไม่สมเหตุสมผลแล้ว ยังเป็นการกระทำที่มีความเกลียดชังแอบแฝง มุ่งสร้างประเด็นความขัดแย้ง และหวังผลประโยชน์ทางการเมืองเนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์กำลังจะลงสู้ศึกการเลือกตั้งเพื่อรักษาตำแหน่งต่ออีกสมัยในช่วงปลายปีนี้ ขณะเดียวกัน เชื่อว่าผู้นำสหรัฐฯออกมาเปิดศึกกับจีนอีกครั้งเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความผิดพลาดในการจัดการกับปัญหาการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19ในสหรัฐฯเอง
เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขจีนเปิดเผยว่า โควิด-19 ทำให้มีผู้ติดเชื้อกว่า 83,000 รายในจีนแผ่นดินใหญ่ และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 4,700 ราย ส่วนกรณีของสหรัฐฯ ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ หรือซีดีซี ชี้ว่า ยอดผู้ติดเชื้อสะสมนั้นพุ่งเกิน 1.26 ล้านรายแล้ว ส่วนยอดผู้เสียชีวิตอยูที่ 74,577 ราย ซึ่งสูงกว่าจีนมากทั้งสองตัวเลข
นักวิเคราะห์กล่าวว่า นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีถ้าสหรัฐฯคิดจะเปิดสงครามการค้ากับจีนอีกครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอ่อนแรงด้วยผลกระทบจากโควิด-19 อีกทั้งจำนวนคนว่างงานก็แตะ 30 ล้านคนแล้ว การที่ผู้คนกำลังตกงาน และหลายคนก็มีรายได้น้อยลง จึงไม่สมควรที่รัฐบาลจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับพวกเขาอีกด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า






