
“โลกาภิวัตน์”กำลังถูกโควิด-19ทำลายล้าง
ผ่ามุมมองภาคเอกชน เชื่อหลังโควิดโลกจะหันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้นและถอยห่างออกจากโลกาภิวัตน์
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)และประธานสายงานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มีการคาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้จะทำให้โลกเปลี่ยนทั้งมุมมองทางสังคม พฤติกรรมการใช้ชีวิต และโดยเฉพาะการค้าขาย การลงทุน ยุคโลกาภิวัตน์ กำลังจะถูกวิกฤติโควิด-19ทำลายล้าง และเข้าสู่สภาพ deglobalizationหรือการถอยห่างออกจากโลกาภิวัตน์ ตรงนี้บทบาทความร่วมมือหรือการกระจายฐานการผลิตไปทั่วโลกเริ่มหดตัว โดยระบบซัพพายเชนจะสั้นลงและเข้าสู่การปกป้องอุตสาหกรรมตัวเองมากขึ้น หรือหมายถึงการผลิตเอง ใช้เอง พึ่งพาตัวเองมากขึ้น เมื่อโลกเดินไปทางนี้แปลว่า นับจากที่เกิดโควิด-19 ทำให้ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่างจีน อเมริกา ยุโรป ต้องหันมาทบทวนมาตรการต่างๆ และมองว่ามันคือบทเรียนราคาแพงที่เกิดขึ้น
ส่วนหนึ่งที่มองเห็นชัดเจนคือเรื่องLocalization หรือการพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้นหรือดูความต้องการภายในเป็นหลักคือ อุปกรณ์ เครื่องมือ เวชภัณฑ์ ยารักษาโรค หน้ากากอนามัย ชุดปิ้งกัน เครื่องช่วยหายใจที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้ามากถึง80% ส่วนยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี ถือเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ดูจากอัตราผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตภายในแต่ละประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
“เชื่อว่าจากบทเรียนหนนี้จะทำให้ทุกประเทศต้องมองเรื่องความมั่นคงด้านต่างๆเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความมั่นคงด้านสุขภาพ ด้านสาธารณะสุข จากเดิมที่เราจะพูดถึงแต่ความมั่นคงด้านพลังงาน ด้านอาหาร และด้านความปลอดภัยของประเทศ
ที่น่าจับตาจากวิกฤติครั้งนี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงคือ เดิมทีเวลาเกิดวิกฤติเมื่ออเมริกา ยุโรป ฟื้นตัวก่อน จากนั้นก็จะกันมาช่วยเอเชีย แต่จากวิกฤติโควิด-19หนนี้ เอเชียกลับเป็นฝั่งยุโรป ส่งชุดป้องกันเชื้อ และหน้ากากอนามัยไปให้
สอดคล้องกับที่ นายโกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เดิมเวลาจะลงทุนตั้งฐานการผลิต เราจะเลือกลงทุนในประเทศที่มีค่าแรงต่ำและมีขนาดตลาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย วันนี้พอมีผลกระทบโควิด ทำให้ซัพพายเชนสดุดไปทั่วโลก เพราะที่ผ่านมาทั่วโลกแห่ผลิตสินค้าในจีน โดยเฉพาะชิ้นส่วนต่างๆ ต้องนำเข้าจากจีน ทำให้ตอนนี้ต่างมองเห็นปัญหาแล้วเพราะไม่สามารถส่งชิ้นส่วนกลับมาได้ วงจรการผลิตก็สดุดลง
ต่อจากนี้ไปเชื่อว่าหลายประเทศกลับไปทบทวนใหม่โดยมองการผลิตในประเทศตัวเองมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งหลายครั้งเราจะเจอปัญหาแบบนี้ เช่นเมื่อครั้งที่เกิดปัญหาคลื่นสึนามิ ไทยไม่สามารถนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่นได้ทำให้การผลิตชงักลงชั่วคราว
“ประเทศไทยแข็งแกร่งด้านชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงชิ้นส่วนที่ไฮเทคสามารถเป็นฐานการผลิตที่สำคัญได้ ดังนั้นเราต้องกลับไปทบทวนเรื่องLocalization หรือ การพึ่งพาตัวเองมากขึ้นหรือดูความต้องการภายในเป็นหลักเพราะเวลานี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโลกาภิวัตน์ หรือการที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันเพียงใดสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ หรือได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว้างขวางเสมือนอยู่ใกล้กัน โดยผ่านระบบสื่อสารที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว”






