
40 ผู้นำโลกระดมทุนกว่า 2.6 แสนล้าน พัฒนาวัคซีนและแนวทางการรักษา สู้วิกฤติโควิด-19
ผู้นำกว่า 40 ประเทศทั่วโลกประกาศบริจาคเงิน 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 2.6 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาวัคซีนและวิจัยในด้านต่าง ๆ เพื่อต่อสู้กับไวรัสโควิด-19
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งองค์กรผู้บริจาคต่าง ๆ ร่วมการประชุมสุดยอดผ่านระบบออนไลน์โดยมีสหภาพยุโรป (อียู) เป็นเจ้าภาพเมื่อวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2563 โดยให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงินรวมกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 2.6 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาวัคซีน และวิจัยด้านการวินิจฉัยและการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19
นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อช่วยริเริ่มปฏิบัติการร่วมมือระดับโลกซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยังเป็นการแสดงถึงคุณค่าที่แท้จริงของความสามัคคีและความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า โลกยังต้องการมากกว่านี้ในอนาคตอันใกล้
ในการประชุมดังกล่าว มีมากกว่า 30 ประเทศ รวมทั้งองค์การสหประชาชาติและสถานบันวิจัยต่างๆ ตัดสินใจบริจาคเงิน โดยคณะกรรมาธิการยุโรป กับนอร์เวย์สมทบทุนมากที่สุดถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนฝรั่งเศส ซาอุดีอาระเบีย และเยอรมนี บริจาค 500 ล้านยูโร ขณะที่ญี่ปุ่นให้คำมั่นบริจาคถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนนักร้องชื่อดังระดับโลกอย่าง มาดอนนา ก็ร่วมบริจาคด้วยที่ 1 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้ ในจำนวนเงินที่บริจาคดังกล่าว 4,400 ล้านดอลลาร์จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาวัคซีน ขณะที่ราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะใช้กับการวิจัยหาวิธีรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 และราว 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะใช้สำหรับผลิตชุดตรวจโรค
ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวในการเปิดประชุมว่า ทุกประเทศ ทุกคนต้องร่วมกันสนับสนุนทางการเงินให้กับภารกิจนี้ที่เป็นเรื่องระดับโลกอย่างแท้จริง “4 พฤษภาคมจะเป็นจุดหักเหในการต่อสู้กับไวรัสโคโรนานี้ เพราะวันนี้คือวันที่โลกรวมตัวเข้าด้วยกัน เราอาจจะมีหุ้นส่วนโครงการจำนวนมาก แต่เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว คือเราต้องชนะไวรัสตัวนี้” นางฟอน แดร์ เลเยน กล่าว
ด้านนายบอริส จอห์น นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่เคยเป็นผู้ป่วยโควิด-19 และต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียูถึง 3 คืน กล่าวว่า อังกฤษร่วมสมทบทุน 288 ล้านปอนด์เพื่อการวิจัยวัคซีน การตรวจโรคและการหาแนวทางรักษา
นอกจากคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว การประชุมสุดยอดทางออนไลน์ครั้งนี้ ยังมีประเทศอื่น ๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพได้แก่ อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น นอร์เวย์ และซาอุดิอาระเบีย
ผู้นำนานาประเทศรวมทั้งผู้แทนขององค์การสหประชาชาติยอมรับว่า ความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตของทุกคนกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่า อาจต้องใช้เวลาในการพัฒนาวัคซีนประมาณ 12-18 เดือน ซึ่งหมายถึงกลางปี 2564 โลกจึงอาจจะมีวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19






