
นานาชาติเรียกร้องจีน จ่ายเงินชดเชย ตัวการโควิดระบาด ทุบศก.โลก
เป็นที่ทราบกันว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” ที่แพร่ระบาดลุกลามไปทั่วโลกในเวลานี้มีต้นทางการแพร่ระบาดมาจากเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย ทางตอนเหนือของประเทศจีน โดยเริ่มมีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ปลายเดือนธันวาคม 2562 หลังจากนั้น “โควิด-19” ก็กลายเป็นฝันร้ายที่เปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในกว่า 180 ประเทศ คร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 206,878 ราย และมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันมากกว่า 2,992,501 รายทั่วโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เมษายน 2563 จาก worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก)
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อัยการสูงสุดแห่งรัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นต่อศาลฟ้องรัฐบาลจีนขอให้จีนรับผิดชอบและจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรัฐมิสซูรีอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยคำฟ้องระบุว่า จีนเพิกเฉยต่อการบริหารจัดการควบคุมและสกัดโรคตั้งแต่ต้น ทำให้โรคร้ายที่แพร่กระจายออกไปทั่วโลก ซึ่งผลของเรื่องนี้ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อรัฐมิสซูรี นายเอริค ชมิตต์ เปิดเผยว่า โควิด-19 ทำให้ประชาชนและรัฐมิสซูรีต้องพบกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และพวกเขาต้องการเงินชดเชยความเสียหายนี้
อย่างน้อย 4 ชาติ ขอเงินชดเชย
ชมิตต์ เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน เขาระบุในคำฟ้องว่า รัฐบาลจีนกล่าวเท็จต่อชาวโลกเกี่ยวกับอันตรายและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการแพร่กระจายของโควิด-19 ทั้งยังพยายามปิดปากผู้ที่ออกมาเตือนหรือให้ข่าวเกี่ยวกับโรคร้ายดังกล่าวในตอนต้นๆ และไม่ได้พยายามป้องกันการกระจายโรคอย่างเต็มที่ในตั้งแต่ต้น “ดังนั้น พวกเขา(จีน)จะต้องรับผิดชอบกับการกระทำของพวกเขา”
การฟ้องร้องรัฐบาลจีนเพื่อให้ออกมารับผิดชอบและจ่ายเงินชดเชยความเสียหายอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้มีเพียงในรัฐมิสซูรีของสหรัฐฯเท่านั้น แต่กำลังมีเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ รวมทั้งอังกฤษ เยอรมนี และออสเตรีย นอกจากนี้ ในสหรัฐอเมริกา ยังมีการยื่นฟ้องในลักษณะการขอดำเนินคดีแบบกลุ่มด้วย เช่นที่รัฐฟลอริดา มีการยื่นฟ้องในนามกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจหลายพันคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ธุรกิจได้รับความเสียหาย จึงยื่นฟ้องเพื่อให้รัฐบาลจีนจ่ายเงินชดเชย
นอกจากสหรัฐฯ ยังมีการยื่นฟ้องจีนในประเทศอังกฤษ โดยสมาคมเฮนรี แจ็คสัน (Henry Jackson Society) ซึ่งเป็นสมาคมนักคิดและผู้เชี่ยวชาญเชิงนโยบายของอังกฤษ ได้ออกมาระบุว่า จีนนั้นมีพันธะผูกพันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ว่าจะต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับสาธารณสุขที่มีความสำคัญต่อชีวิตของประชาคมโลกในเวลาที่รวดเร็วและทันการณ์ ทั้งยังต้องให้ข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องแม่นยำ แต่สมาคมเห็นว่า จีนล้มเหลวในการปฏิบัติพันธกิจดังกล่าวในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2562 ถึงมกราคม 2563 ซึ่งเป็นระยะต้นๆ ของการแพร่ระบาด
“หากมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็มีความเป็นไปได้ที่โรคร้ายดังกล่าวจะไม่แพร่ระบาดออกมานอกประเทศจีน” แถลงการณ์ของสมาคมเฮนรี แจ็คสัน ระบุ และว่า การละเลยเพิกเฉยของรัฐบาลจีนทำให้ประเทศกลุ่มจี7 (G7) ต้องเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.2 ล้านล้านปอนด์) แต่หากจะพูดถึงความสูญเสียในระดับโลกแล้ว มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นยากจะประเมินออกมา พร้อมทั้งเสนอแนะให้นำจีนขึ้นศาลโลกที่กรุงเฮก ในประเทศเนเธอร์แลนด์
นอกจากนี้ สภาการนักกฎหมายระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ในกรุงลอนดอน และสมาคมนักกฎหมายอินเดีย ยังได้ร่วมกันยื่นฟ้องต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเพื่อขอให้จีนจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายด้วย
จีนโต้เดือดทุกข้อกล้าวหา
ในเยอรมนี หนังสือพิมพ์ บิลด์ (Bild) สื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายใหญ่ที่สุดในแง่ยอดพิมพ์ นำเสนอบทความชื่อว่า “สิ่งที่จีนติดค้างเรา” ระบุว่า โควิด-19 ที่แพร่ระบาดมาจากจีนนั้น สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับเยอรมนีราว 149,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 160,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้สถานทูตจีนในเยอรมนีต้องออกมาโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่า สิ่งที่สื่อเยอรมนีกำลังทำอยู่คือการกระพือกระแสชาตินิยม มีอคติและเป็นปรปักษ์ต่อจีน
ส่วนในออสเตรเลีย มีนักกฎหมายได้ร่วมกันยื่นฟ้องต่อจีนเพื่อขอเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายเช่นกัน แต่ก็ถูกตอบโต้โดยสถานทูตจีนในออสเตรเลียว่า การฟ้องร้องดังกล่าวมีเจตนาที่ชั่วร้ายในการใส่ความและกล่าวหาจีนอย่างผิดๆ
สื่อท้องถิ่นของจีนที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีน มีท่าทีแข็งกร้าวในเรื่องนี้เช่นกัน ขณะที่นายเกิ้ง ฉวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ออกมาแถลงข่าวว่า คำฟ้องของรัฐมิสซูรีไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางกฎหมายและข้อเท็จจริง และเป็นเรื่องน่าขัน เพราะรัฐบาลจีนนั้นเปิดเผย โปร่งใส และแสดงความรับผิดชอบมาตั้งแต่ต้น มีการรายงานตรงต่อองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่เริ่มแรก รวมทั้งการแจ้งต่อประเทศอื่น ๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศให้ความเห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศให้ความคุ้มครองสถานะของจีน และการจะนำจีนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศภายใต้กฎกติกาของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations) ก็เป็นเรื่องยากเพราะต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจของจีน ดังนั้น หากจะใช้ช่องทางนี้จึงคงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 23 ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,570 วันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563






