
7 วันตกงานเพิ่ม 4.4 ล้านคน กดดันทรัมป์เร่งปลดล็อกดาวน์
กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยวานนี้ (23 เม.ย.) ว่า ภายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวอเมริกันที่มาลงทะเบียนขอรับสิทธิประโยชน์ผู้ตกงานมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 4.4 ล้านคน ท่ามกลางมาตรการล็อกดาวน์สถานประกอบการธุรกิจเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” ที่ส่งผลให้ยังคงมีการปลดคนออกจากงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ตัวเลขในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ดังกล่าวนับถึงวันที่ 18 เม.ย. 2563 และทำให้ยอดรวมชาวอเมริกันที่ตกงานหลังรัฐบาลประกาศมาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อ 5 สัปดาห์ที่แล้วจนถึงขณะนี้ พุ่งขึ้นเกินระดับ 26 ล้านคนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ มาตรการคุมเข้มที่เรียกกันว่ามาตรการปิดเมืองสกัดโรค หรือ “ล็อกดาวน์”นั้น มุ่งให้ประชาชนกักตัวอยู่ในบ้าน ไม่ออกข้างนอกโดยไม่จำเป็น และปิดชั่วคราวสถานประกอบการธุรกิจหลายประเภท เช่น ร้านอาหาร ผับ-บาร์ สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ที่เป็นแหล่งกิจกรรมชุมนุมของคนจำนวนมาก เพื่อที่รัฐจะสามารถจำกัดพื้นที่และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ที่รู้จักกันในชื่อ The Great Recession เกิดขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นได้มีการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้น 22.78 ล้านอัตราภายในประเทศ แต่ตัวเลขยอดรวมคนตกงานกว่า 26 ล้านคนในขณะนี้แสดงว่า หากจะเปรียบเทียบโดยตัวเลข เท่ากับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้คนตกงานเป็นวงกว้างและได้กวาดตำแหน่งงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาหลังยุคเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่หายไปจนเกลี้ยง
ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีประชากรวัยทำงานราว 162 ล้านคน ขณะที่อัตราผู้ว่างงานมีสัดส่วนประมาณ 16% หรือว่างงาน 1 คนในทุก ๆจำนวนประชากร 6 คน นับเป็นอัตราการว่างงานที่สูงกว่าในช่วงวิกฤติการเงินเมื่อปี 2551 ที่ขณะนั้นอัตราว่างงานอยู่ในระดับ 10% ส่วนยอดการลงทะเบียนขอรับสิทธิประโยชน์ผู้ว่างงานในรอบสัปดาห์ที่เคยทำสถิติสูงสุดครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้คือในปี 2525 มีผู้ลงทะเบียน 695,800 คน
มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ออกมาติงเตือนว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเข้มงวดจนเกิดการปิดกั้นเศรษฐกิจในระดับที่เรียกว่า "Great Lockdown" หรือการล็อกดาวน์ครั้งใหญ่ จะผลักให้เศรษฐกิจโลกตกเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งเลวร้ายที่สุดหลังยุคที่ในอดีตเรียกว่า The Great Depression ครั้งนั้นอัตราว่างงานในสหรัฐฯพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 25%
ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯอนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา ชี้ว่า ขณะนี้มีมากกว่า 40 มลรัฐของสหรัฐฯ ที่จ่ายเงินผลประโยชน์ช่วยเหลือผู้ตกงานเพิ่มให้อีก 600 ดอลลาร์/คน/สัปดาห์ เป็นการเพิ่มเติมจากเงินช่วยปกติที่แต่ละรัฐจ่ายให้ผู้ตกงานอยู่แล้ว
รายงานระบุว่า มลรัฐต่าง ๆ กำลังเผชิญภาระการเงินที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีผู้ยื่นลงทะเบียนขอรับสิทธิประโยชน์คนว่างงานเพิ่มขึ้นอัตราสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่นที่รัฐฟลอริดามีการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ผู้ว่างงานมากถึง 505,137 คนภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม มีบางรัฐที่ยอดการลงทะเบียนเป็นผู้ว่างงานมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เช่นแคลิฟอร์เนียลดลงเกือบๆ 122,000 คน และนิวยอร์คลดลงเกือบ 190,000 คน
ทั้งนี้ การปลดคนออกจากงานเริ่มทะยานขึ้นในเดือนมีนาคมเมื่อหลายรัฐเริ่มมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่กระจายโรค ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือแรงงานในธุรกิจร้านอาหาร ศูนย์การค้า โรงแรม และสถานบริการอื่น ๆ รัฐบาลสหรัฐฯได้เร่งออกมาตรการต่าง ๆ มาให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น กฎหมาย CARES มูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่มอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ตกงาน 600 ดอลลาร์/คน/สัปดาห์ และเช็คเงินสดมูลค่าสูงสุดถึง 1,200 ดอลลาร์สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 99,000 ดอลลาร์ เป็นต้น






