
ทรัมป์เสนอมาตรการ3ระยะ ยกเลิก‘ล็อกดาวน์’เศรษฐกิจ
สิ่งที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยืนยันมาโดยตลอดก็คือ มาตรการ “ปิดเมือง” หรือการ “ล็อกดาวน์” รณรงค์ให้ประชาชนอยู่บ้านหรือทำงานจากที่บ้าน และมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดังนั้น รัฐบาลจะเริ่มเปิดเมืองและเปิดเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นช่วงก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2563
ทั้งนี้ ยังมีกระแสคัดค้านมาตรการล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ “ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเปิดเมือง เพื่อให้คนงานกลับมาทำงาน ซึ่งจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มขับเคลื่อนไปได้ตามปกติ” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวแถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อเร็วๆ นี้ และยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลนำมาตรการปิดเมืองมาใช้เพื่อให้ชนะสงครามโรคโควิด-19 และบัดนี้ สหรัฐฯก็ชนะสงครามครั้งนี้แล้ว โดยตัวเลขผู้ป่วยใหม่เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ประธานาธิบดีทรัมป์ขอให้ผู้ว่าการรัฐทั้ง 50 รัฐ พิจารณากำหนดเวลาเปิดเมืองตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ หมายความว่า บางรัฐอาจจะเปิดเร็วกว่าที่อื่น ขณะที่บางรัฐอาจจะปิดเมืองต่อไปก่อนอีกระยะหนึ่ง ทรัมป์ขอให้แต่ละมลรัฐประสานงานกับรัฐที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้การทำงานของท้องถิ่นต่างๆ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ
ทั้งนี้ หลังการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้การรัฐทั้ง 50 แห่ง รัฐบาลกลางของสหรัฐฯได้กำหนดวิธีปฏิบัติในการเปิดเมืองของแต่ละรัฐ เป็นไปตามแผนการที่มีความยาว 18 หน้า ชื่อว่า “Opening Up America Again”โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ สรุปดังนี้
ระยะที่ 1 เป็นระยะที่แนวโน้มผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง ผู้ป่วยลดลง และมีการทดสอบการติดเชื้ออย่างแพร่หลาย
ในระยะนี้ กรณีบุคคลทั่วไป ให้กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในบ้าน หรือสถานดูแลผู้สูงอายุต่อไป ส่วนคนทั่วไปเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ให้เว้นระยะห่างจากคนอื่นๆ ให้มากที่สุด และให้หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นและทำตามข้อปฏิบัติของกรมควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี)
ระยะที่ 2 เป็นสภาวะที่สถานการณ์ดีขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีการติดเชื้อใหม่เพิ่ม ให้กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในบ้านหรือสถานดูแลผู้สูงอายุต่อไป คนทั่วไปเมื่ออยู่ในที่สาธารณะให้เว้นระยะห่างจากคนอื่นๆ ให้มากที่สุด และให้เลี่ยงการรวมกลุ่มกันตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป สามารถเริ่มการเดินทางที่ไม่จำเป็นได้ นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้แพทย์ผ่าตัดกรณีไม่เร่งด่วนได้ ทั้งกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก
กรณีองค์กรและธุรกิจบางประเภท เช่นโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก และค่ายพักพิงชั่วคราวสามารถจะเปิดทำการได้ตามปกติ ห้ามเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ เวทีประชุมใหญ่สามารถจะเปิดทำการได้ แต่ต้องทำตามระเบียบปฏิบัติเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม อยู่ให้ห่างกันพอสมควร
ระยะที่ 3 เป็นสภาวะที่คลี่คลายมากที่สุด กรณีบุคคลทั่วไป ให้กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ สามารถออกจากบ้านหรือที่พักผู้สูงอายุมายังสถานที่สาธารณะตามปกติ แต่ให้เว้นระยะห่างจากคนอื่นๆ และสำหรับกลุ่มที่ไม่เสี่ยง ขอให้ลดระยะเวลาการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด
กรณีนายจ้าง อนุญาตให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเว้นระยะห่างทางสังคม
ทั้งนี้ ล่าสุด ณ วันที่ 20 เมษายน 2563 สหรัฐฯ ยังคงครองแชมป์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในโลก โดยมียอดผู้ติดเชื้อสะสม 755,533 ราย ผู้เสียชีวิตมากกว่า 40,000 ราย
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 23 ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,568 วันที่ 23 - 25 เมษายน พ.ศ. 2563






