thansettakij
thansettakij
จับตาQ3สหรัฐฯ  เศรษฐกิจจะดีดแรง

จับตาQ3สหรัฐฯ  เศรษฐกิจจะดีดแรง

20 เม.ย. 63 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 63 | 06:05 น.

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” นั้น หากมองในระยะสั้นอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เคยเกิดในช่วงวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วถึง 4 เท่า ทั้งนี้ มีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกจะลดลงได้ถึง 35% ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และอัตราการว่างงานอาจจะสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์สู่อัตรา 15%  ซึ่งเป็นอัตราว่างงานสูงสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา  

 

จากการวิเคราะห์ของ โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้  เศรษฐกิจสหรัฐฯจะดำดิ่งก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยคาดว่าจะเป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

จับตาQ3สหรัฐฯ  เศรษฐกิจจะดีดแรง

ทยอยเปิดเศรษฐกิจบางส่วน

ผลพวงของมาตรการเข้มงวดที่มุ่งควบคุมการแพร่กระจายของโรคระบาดดังกล่าว ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ทั่วโลกตกอยู่ในภาวะที่แทบจะเรียกได้ว่าถูก “ชัตดาวน์” หรือปิดดำเนินการเป็นการชั่วคราว ทำให้โกลด์แมน แซคส์ เชื่อว่า จีดีพี โลกในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้น่าจะลดลง 11% จากปีที่แล้ว หรือลดลง 35% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก   

 

สำหรับสหรัฐอเมริกา อัตราการว่างงานจะพุ่งสูงมากเป็นประวัติการณ์ที่อัตรา 15% “แม้ในอัตราดังกล่าวก็อาจจะเป็นคาดการณ์ที่ต่ำเกินไปเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่เลวร้าย” รายงานของโกลด์แมน แซคส์ ระบุและว่า แม้สุดท้ายแล้วสหรัฐฯจะเริ่มเปิดเศรษฐกิจบางส่วนที่ถูกปิดดำเนินการชั่วคราวมาตั้งแต่ช่วงปลายๆเดือนมีนาคม แต่แรงงานก็ยังอาจจะไม่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดในทันที  และเชื่อว่าหลายคนอาจมองหางานที่เป็นงานชั่วคราวหรืองานเสริม มากกว่างานเต็มเวลา  เชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ จะปรับลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และลดลง 34% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ทั้งสองตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นตัวเลขประมาณการ แต่ว่าถ้าหากเป็นจริงก็จะถือเป็นภาวะเลวร้ายยิ่งกว่าเมื่อช่วงปี 2551 ที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ หรือที่รู้จักกันในนามวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 

 

นายแจน แฮทเซียส นักเศรษฐศาสตร์ของโกลแมน แซคส์ ระบุว่า อัตราการว่างงาน 15% ในสหรัฐฯ นั้นอาจจะเกิดขึ้นให้เห็นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า 

จับตาQ3สหรัฐฯ  เศรษฐกิจจะดีดแรง

ตลาดหุ้นยังมีความหวังเชิงบวก

อย่างไรก็ตามในตลาดการเงิน มุมมองของนักลงทุนไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เหมือนจะผ่านจุดที่ดิ่งลงต่ำมากมาแล้ว ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็ว แต่เมื่อผ่านจุดนั้นมา ตลาดก็มีมุมมองในเชิงบวกมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีความมั่นใจในเชิงนโยบาย แต่หลังจากนั้นมา ความหวังหรือมุมมองในเชิงบวกของตลาดการเงินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง  


 “ดูเหมือนว่ายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกจะไต่ขึ้นไปถึงระดับสูงสุดแล้ว” นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ให้ความเห็น ตัวเลขคาดหมายจำนวนยอดผู้เสียชีวิตสะสมมีแนวโน้มลดลงมา รวมทั้งยอดผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในเขตเมืองนิวยอร์กซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดมากที่สุดในสหรัฐฯ ก็ปรับลดลงมากเช่นกัน 

 

 แนวโน้มดังกล่าวทำให้ประเด็นความสนใจในเวลานี้พุ่งไปยังคำถามที่ว่า “เมื่อไหร่” เศรษฐกิจของสหรัฐฯจะเริ่มเปิดดำเนินการอีกครั้งหลังจากที่ถูกปิดชั่วคราวอันเป็นผลมาจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เพื่อควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรค ที่ทำให้ธุรกิจแทบจะทั้งหมดที่ถูกจัดว่าไม่จำเป็นมากนักสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน ถูกปิดชั่วคราว  

 

กลับสู่ภาวะ “ปกติ” ขึ้นอยู่กับวัคซีน
ในบทวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ตัวแปรที่จะทำให้ธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกตินั้น คือ “วัคซีน” เมื่อใดก็ตามที่โลกยังไม่มีวัคซีนต้านโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพออกมา เมื่อนั้นก็เชื่อว่า การดำเนินธุรกิจคงไม่อาจกลับมาสู่ภาวะปกติได้  

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพออกมา เชื่อว่าอาจมีการเปิดเศรษฐกิจบางส่วนก่อนได้ อาทิ ภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตรถยนต์ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะสามารถเพิ่มการผลิตได้จากระดับ 25% (ของกำลังการผลิตเต็ม) ในเดือนเมษายน เป็นระดับ 70% ในเดือนพฤษภาคม   เนื่องจากในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อุตสาหกรรมหลายแขนงปรับตัวนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ ดังนั้นเชื่อว่าเมื่อเหตุการณ์คลี่คลายลง การทำงานเชื่อมโยงออนไลน์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น และนำไปสู่การเติบโตแบบพุ่งแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

 

ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯจะดีดตัวกลับมาในช่วงไตรมาส 3 โดยจีดีพีจะโตขึ้นที่อัตรา 19% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2   จากนั้นคาดว่าจะมีการขยายตัวอีก 12% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ 

นับเป็นความคาดหมายในเชิงบวกหลังช่วงวิกฤติที่สุดผ่านพ้นไป แต่สิ่งที่จะประคับประคองให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งตามคาดได้นั้น ต้องอาศัยนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ นั่นหมายถึงการให้ความสนับสนุนในทุกๆวิถีทางเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยเฉพาะในประเทศที่บริบททางการเงินและการคลังยังเอื้อให้สามารถทำได้ “รัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจนรายได้หดหาย  เพื่อจำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับรายได้หลังหักภาษีของบริษัทเอกชนซึ่งจะมีผลต่อการใช้จ่ายและการลงทุน” 

 

นอกจากนี้ โลกยังควรจะต้องจับตาการฟื้นตัวของจีนในแต่ละไตรมาส ตลอดจนยอดขายในธุรกิจค้าปลีกและการผลิตในภาคอุตสาหกรรม  แม้ว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้วในจีน แต่นั่นก็ยังตํ่ากว่าระดับที่จีนเคยทำได้ก่อนการแพร่ระบาดของไวรัส

 

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 23 ปีที่ 40 ฉบับ 3,567 วันที่ 19 -22 เมษายน พ.ศ. 2563

จับตาQ3สหรัฐฯ  เศรษฐกิจจะดีดแรง