thansettakij
thansettakij
อังกฤษเตรียมถ่ายทอดพระราชดำรัส “ปลุกขวัญ” สู้วิกฤติโควิด-19

อังกฤษเตรียมถ่ายทอดพระราชดำรัส “ปลุกขวัญ” สู้วิกฤติโควิด-19

04 เม.ย. 63 | 04:11 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ค. 63 | 09:15 น.

สำนักพระราชวังบัคกิ้งแฮมออกแถลงการณ์ระบุว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ จะทรงมีพระราชดำรัสต่อชาวอังกฤษในวันอาทิตย์นี้ (5 เม.ย.) เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ประเทศกำลังประสบอยู่ โดยพระองค์ได้ทรงบันทึกพระราชดำรัสที่มีต่อสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพเสร็จเรียบร้อยแล้วที่พระราชวังวินด์เซอร์

 

อังกฤษเตรียมถ่ายทอดพระราชดำรัส “ปลุกขวัญ” สู้วิกฤติโควิด-19

 

การถ่ายทอดพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้เวลา 19.00 น.ตามเวลาอังกฤษ หรือในวันจันทร์ (6 เม.ย.) เวลา 02.00 น.ตามเวลาไทย

ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะมีพระบรมราโชวาทต่อชาวอังกฤษทั้งประเทศไม่บ่อยครั้งนัก ยกเว้นการกล่าวพระราชดำรัสในเทศกาลคริสต์มาสตามประเพณีของราชวงศ์อังกฤษ ดังนั้น การที่พระองค์จะมีพระราชดำรัสต่อชาวอังกฤษในครั้งนี้จึงถือเป็นเหตุการณ์พิเศษครั้งหนึ่ง

 

ขณะนี้อังกฤษมีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากกว่า 34,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 รายแล้ว

 

ด้านเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ทรงออกแถลงการณ์ประกาศว่า พระองค์ทรงหายจากโควิด-19 แล้ว แต่ยังคงกักพระองค์เองอยู่ที่พระราชวังเบิร์คฮอลล์ ในสกอตแลนด์ เพื่อร่วมปฏิบัติพระองค์ตามนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคมตามที่รัฐบาลกำลังพยายามขอความร่วมมือจากประชาชน

 

อังกฤษเตรียมถ่ายทอดพระราชดำรัส “ปลุกขวัญ” สู้วิกฤติโควิด-19

ในคลิปวิดีโอที่ทรงบันทึกไว้เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารของอังกฤษพระชนมพรรษา 71 พรรษา ทรงกล่าวขอบคุณคณะแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของอังกฤษ และทรงระบุว่าพระองค์โชคดีที่มีอาการไม่รุนแรง และขณะนี้พระองค์ก็หายจากอาการประชวรแล้วแต่ยังคงกักพระองค์เองและเว้นระยะห่างทางสังคม “เราทุกคนต่างได้เรียนรู้  สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราๆคุ้นเคย สร้างความอึดอัดขัดเคือง เพราะมันทำให้เราไม่สามารถพบเจอสมาชิกครอบครัว มิตรสหาย หรือใช้ชีวิตตามปกติที่เราเคยคุ้น จู่ๆทุกอย่างก็เปลี่ยนไป”  พระองค์ทรงให้กำลังใจและขอบคุณทุกๆความพยายาม ทุกๆคนที่อาสาและร่วมมือกันต่อสู้ ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและใส่ใจดูแลผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด อย่างไม่เคยหยุดยั้ง

 

“ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่นี้จะจบลงเมื่อไหร่ แต่แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วมันก็จะต้องจบลง”