
โปรตุเกสเข้าระยะ 3 พบติดจากไทย 1 ราย
โปรตุเกส ป่วยโควิด พุ่ง 3,544ราย 61รายนอนไอซียู และพบติดเชื้อจากไทย 1 ราย
เมื่อวันที่ 27 มี.ค. สถานเอกอัคราชทูต ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส แจ้งสถานการณ์ล่าสุดของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในวันที่ 26 มี.ค. เวลา 12.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) สาธารณสุขโปรตุเกสยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในโปรตุเกสทั้งหมด 3,544 ราย เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 543 ราย คิดเป็น18% ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ 21 ราย มีผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 191 ราย ในจำนวนนี้ 61 รายอยู่ในห้องไอซียู
ล่าสุดกรุงลิสบอนเป็นพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อ 284 ราย ตามมาด้วยเมืองปอร์ตู จำนวน 259 ราย ทั้งนี้ มีผู้ติดเชื้อรักษาหายดีแล้ว 43 ราย เสียชีวิตแล้ว 60 ราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 17 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อที่กำลังเฝ้าสังเกตอาการอีก 14,994 ราย ตามรายงานสถานการณ์ที่สถานทูตฯ จัดทำจากข้อมูลสาธารณสุขโปรตุเกสสถานะ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2563
มีการรายงานพบผู้ติดเชื้อที่มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศจำนวน 330 ราย จาก 29 ประเทศ ซึ่งจำนวนประเทศเพิ่มขึ้นจากการรายงานครั้งก่อนถึง 9 ประเทศและในจำนวนนี้มีการติดเชื้อจากประเทศไทย 1 ราย และจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีการติดต่อกับผู้ป่วยยืนยันแล้วอีก 3,214 ราย
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม เป็นวันที่สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในโปรตุเกสเข้าสู่ระยะที่ 3 อย่างเป็นทางการ และคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นระยะสูงสุดของการติดเชื้อซึ่งจะพบการแพร่ระบาดทั่วไปทั้งในสถานที่ปิดและบรรยากาศเปิด
ล่าสุดสาธารณสุขโปรตุเกสได้ปรับแผนการทำงานเพื่อรับมือกับการเข้าสู่ระยะที่ 3 โดยการตอบสนองต่อระยะที่ 3 นี้มุ่งเน้นไปที่การบรรเทาผลกระทบและการลดการแพร่ระบาดเพื่อลดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต และ/หรือจนกว่าจะมีการเกิดขึ้นของวัคซีนหรือการรักษาแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ และให้ศูนย์อนามัยทุกศูนย์เป็นที่รองรับผู้ติดเชื้อและผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ
นอกจากนี้รายงานการดำเนินการของหน่วยงานสาธารณสุขในแต่ละภูมิภาคดังนี้ สาธารณสุขแคว้นลิสบอนและหุบเขาลุ่มน้ำ Tagus เริ่มปรับแผนบุคลากรและการบริหารจัดการอุปกรณ์ในพื้นที่เพื่อจัดตั้งหน่วยรับรองผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสจำนวน 35 หน่วย ที่จะมีพื้นที่สำหรับสังเกตอาการผู้ติดเชื้อที่ได้ติดต่อผ่านสายด่วน SNS24 รวมทั้งมีส่วนให้บริการผู้ที่ไม่เข้าข่ายต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัส และสาธารณสุขภาคเหนือ เพิ่มสายด่วน 2 สายเพื่อให้บริการวินิจฉัยอาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19






