thansettakij
thansettakij
เศรษฐกิจโลกทรุด  ถดถอยชัดไตรมาส2

เศรษฐกิจโลกทรุด ถดถอยชัดไตรมาส2

23 มี.ค. 63 | 06:35 น.

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “โควิด-19” ที่ลุกลามในกว่า 160 ประเทศในขณะนี้ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าใกล้ภาวะ “ถดถอย” (recession) เร็วมากขึ้น และจะมีการเติบโตเฉลี่ยทั้งปีที่ระดับ 0.9-1.25% เท่านั้น ซึ่งผลกระทบอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าช่วงวิกฤติการเงินที่ทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยในปี 2534 และปี 2544

 

สำหรับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกนั้นกำลังดำเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างเข้มงวด รวมถึงการจำกัดการเดินทางของชาวต่างชาติเข้าประเทศสหรัฐฯ นอกจากนี้ในหลายพื้นที่ เช่น แคลิฟอร์เนีย ทางการได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น และในมหานครนิวยอร์ก มีมาตรการสั่งปิดชั่วคราวสถานบันเทิง โรงภาพยนตร์ โรงละคร ห้ามกิจกรรมการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก สั่งร้านอาหาร-คาเฟ่ ให้บริการเฉพาะการสั่งกลับบ้านและส่งนอกสถานที่เท่านั้น หรือเน้นบริการไดรฟ์ธรู เพื่อลดการสัมผัสและติดต่อใกล้ชิดระหว่างบุคคล ห้างร้านค้าปลีกลดระยะเวลาให้บริการ มาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง

สถาบันวิจัย เอสแอนด์พี โกลบัล (S&P Global) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนมีนาคมจะยังไม่ออกมาทั้งหมด แต่คาดว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจของสหรัฐฯจะหดตัวลงในอัตรา 1% จากนั้นเป็นไปได้ว่าในไตรมาส 2 เศรษฐกิจจะหดตัวลงไปอีกในอัตราถึง 6% ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยหลักการก็หมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว เช่นเดียวกับเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเช่นกัน แต่หลังจากนั้นมีความเป็นไปได้ว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบดีดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเอสแอนด์พี โกลบัล ประเมินว่า ในปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่อัตราเพียง 1-1.5%

นอกจากเอสแอนด์พี โกลบัลแล้ว สถาบันการเงินอื่นๆ ต่างก็คาดหมายแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไปในทิศทางเดียวกันคือ คาดว่ากิจกรรมทางธุรกิจที่ชะงักงันไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว การบิน การโรงแรม การค้าปลีก ไปจนถึงอุตสาหกรรมการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสะดุดในห่วงโซ่การผลิตในประเทศจีน จะทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย มอร์แกน สแตนลีย์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ มองแนวโน้มว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยในปี 2563 นี้จากปัจจัยลบหลัก ๆ คือวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา อิตาลีและหลายประเทศเศรษฐกิจหลักของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อังกฤษ หรือเยอรมนี 

“เชื่อว่าการแพร่ระบาดจะถึงจุดวิกฤติที่สุดในช่วงปลายเดือนเมษายนหรือพฤษภาคมนี้ ซึ่งทำให้คาดว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาส 2 น่าจะหดตัวในอัตรา 4%”

มอร์แกน สแตนลีย์ ประมาณการว่า เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยทั้งปีอาจจะอยู่ที่ระดับเพียง 0.9% ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกเฉลี่ยทั้งปีนี้จะขยายตัวที่อัตรา 1.25%

โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปีนี้จะส่งผลกระทบเลวร้ายกว่าเศรษฐกิจถดถอยในปี 2534 และ 2544 แต่ไม่สาหัสเท่าช่วงวิกฤติการเงินโลกในปี 2551-2552 และไม่รุนแรงเท่าช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี 2524-2525 ขณะเดียวกันสถาบันนโยบายเศรษฐกิจ (EPI) ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า จะมีคนตกงานได้ถึง 3 ล้านคนภายในช่วงฤดูร้อนนี้ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขประมาณการของนายเควิน แฮสเซ็ตต์ อดีตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่คาดว่าตัวเลขคนตกงานจะอยู่ที่ระดับ 1 ล้านคน และโลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง 

“ถ้าพูดถึงเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยก็เข้าใกล้ 100% แล้วในขณะนี้”

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับที่ 3,559 วันที่ 22 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2563