
นักลงทุนวิตกดีมานด์น้ำมันทรุดต่อเนื่อง
นักลงทุนวิตกผลกระทบทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน หลัง "ทรัมป์"ประกาศห้ามนักเดินทางจากยุโรปทั้งหมดเข้าสหรัฐฯ ยกเว้นจากสหราชอาณาจักร ขณะที่ซาอุฯ ยังเมินท่าทีประนีประนอมของรัสเซีย
นักลงทุนวิตกว่าการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศจะระงับการเดินทางจากประเทศในยุโรปทั้งหมดเข้าสหรัฐฯ ยกเว้นผู้เดินทางจากสหราชอาณาจักร ในช่วง 30 วันข้างหน้านี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้ (ศุกร์ที่ 13 มี.ค. 2563) มาตรการดังกล่าวทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันที่จะลดลง หลังจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบอยู่ก่อนแล้วจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการทำสงครามราคาระหว่างซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี(12มี.ค.) ดิ่ง 8%
สำหรับสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนเมษายนที่มีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 1.48 ดอลลาร์ หรือ 4.49% ปิดที่ราคา 31.50 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ร่วงลง 2.51 ดอลลาร์ หรือ 7% ปิดที่ราคา 33.31 ดอลลาร์/บาร์เรล
นอกจากนี้ รัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังมีคำสั่งให้บริษัทซาอุดี อารามโค ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐบาลเพิ่มกำลังการผลิตสู่ระดับ 13 ล้านบาร์เรล/วัน จากเดิมที่ 12 ล้านบาร์เรล/วัน จากช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียผลิตน้ำมันราว 9.7 ล้านบาร์เรล/วัน ภายใต้ข้อตกลงลดกำลังการผลิตที่ทำไว้กับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ยังเมินท่าทีประนีประนอมของรัสเซียที่ได้ส่งสัญญาณอาจกลับมาเจรจากับกลุ่มโอเปกอีกครั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพในตลาด
ผลกระทบที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจาก กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และพันธมิตรที่นำโดยรัสเซีย ประสบความล้มเหลวในการทำข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมัน จนเป็นเหตุให้ซาอุดีอาระเบียเปิดฉากทำสงครามราคาน้ำมัน ด้วยการประกาศลดราคาขายน้ำมันอย่างเป็นทางการ (OSP) และประกาศแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี






