
ช้าไม่ได้แล้ว WHO เตือนโลกเร่งตั้งรับ “โรคระบาดใหญ่”
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2563 ให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ "โควิด-19" เป็น "การระบาดใหญ่" หรือ pandemic หลังจากเชื้อลุกลามไปใน 120 ประเทศและดินแดนทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่า 121,000 คน และผู้เสียชีวิตมากกว่า 4,300 คน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีที่มีการประกาศ “การระบาดใหญ่” โดยครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2552 เมื่อมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู (swine flu) หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (A/H1N1) ลุกลามไปทั่วโลก
ทั้งนี้ การประกาศภาวะโรคระบาดใหญ่ระดับโลก มีหลักการเบื้องต้นอยู่ 3 ประการ คือ 1. ไวรัสสามารถก่อให้เกิดอาการป่วยจนถึงเสียชีวิต 2. มีการติดต่อระหว่างคนสู่คน 3. การแพร่ระบาดลุกลามไปทั่วโลก
นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า เป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่งทั้งในแง่ระดับของการลุกลามของเชื้อไวรัสที่แผ่ขยายออกไปและความรุนแรงของโรค ขณะเดียวกันก็น่าวิตกมากเกี่ยวกับการรับมือที่ล่าช้าไม่ทันการณ์ ด้วยเหตุนี้ WHO จึงประเมินแล้วว่าสมควรประกาศให้โควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ระดับโลก การประกาศดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่า นอกเหนือจากความพยายามควบคุมพื้นที่การแพร่ระบาดของไวรัส ถึงเวลาแล้วที่นานาประเทศทั่วโลกจะต้องเร่งดำเนินมาตรการรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้
ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO แสดงความหวังว่า ทุกประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ “นี่อาจเป็นการระบาดใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่เราสามารถควบคุมได้” ถ้าหากว่าทุกประเทศมีมาตรการตรวจคัดกรอง ทดสอบการติดเชื้อ บำบัดรักษา แยกผู้ติดเชื้อออกจากคนอื่นๆ ตรวจย้อนเส้นทางการติดต่อ และให้ความรู้สร้างความตระหนักตื่นตัวแก่ประชาชน ทั้งหมดนี้ก็จะช่วยให้โลกสามารถควบคุมโควิด-19 ได้
ผู้นำเยอรมนีหวั่นประชาชน 70% เสี่ยงติดเชื้อ
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกประเทศจีนพบว่าในขณะนี้ มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดในประเทศอิตาลี ตามมาด้วยอิหร่าน และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฝรั่งเศส สเปน และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งแอฟริกา ซึ่งกรณีของแอฟริกานั้นน่าเป็นห่วงมากเนื่องจากระบบสาธารณสุข อุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์ยังมีไม่เพียงพอ นายไมค์ ไรอัน หัวหน้าฝ่ายสถานการณ์ฉุกเฉินของ WHO ออกโรงเตือนว่า สถานการณ์ในอิตาลีและอิหร่านที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตินั้นเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกๆประเทศในเวลาไม่ช้า
วานนี้ (11 มี.ค.) ที่ประเทศเยอรมนี นางอันเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวรวมกับนายเย็นส์ ชปาห์น รัฐมนตรีสาธารณสุขเกี่ยวสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศเยอรมนีว่า มีความเสี่ยงและมีโอกาสที่ 70% ของประชากรเยอรมัน หรือประมาณ 58 ล้านคน จะติดเชื้อไวรัสดังกล่าว มาตรการรับมือจะเน้นไปที่การยับยั้งและชะลอการแพร่กระจายของเชื้อซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำแข่งกับเวลา ขณะที่อิตาลีซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้ติดเชื้อทั่วประเทศแล้วมากกว่า 10,000 คน และรัฐบาลจำเป็นต้องประกาศปิดประเทศถึงวันที่ 4 เมษายนเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาด
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดและมีการรายงานผู้ติดเชื้อรายแรกในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2563 สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อก็ขยายวงกว้างและลุกลามอย่างรวดเร็ว จน WHO ต้องประกาศเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 ให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก และต่อมาก็ได้ประกาศผลการประเมินความเสี่ยงของนานาประเทศทั่วโลกจากไวรัสดังกล่าวเป็นระดับสูงสุดคือระดับ 4 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
การประกาศล่าสุดของ WHO ที่ให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ระดับโลกวานนี้ (11 มี.ค.) ส่งผลให้ดัชนีหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาปรับดิ่งลงรุนแรงอีกครั้ง โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average ดิ่งลงถึง 1,300 จุดในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย






