
ให้อำนาจ“ทรัมป์”บีบรง.ผลิตเพิ่ม มะกันหน้ากากฯขาดแคลนหนัก
หน้ากากอนามัยในสหรัฐฯขาดแคลนหนัก เตรียมออกกฎหมายให้อำนาจ“ทรัมป์”บังคับโรงงานเพิ่มผลิต ชี้เป็นการให้อำนาจประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 2 จากครั้งแรกสมัยสงครามเกาหลี ผลพวงทุบยอดขายร้านอาหารจีนวูบกว่า 50% ร้านอาหารไทยโดนด้วย
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนชาวอเมริกันให้เริ่มเตรียมตัว สำหรับการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส(โควิด-19)ในสหรัฐฯ ส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์ในการป้องกันเช่น หน้ากากอนามัยและชุดป้องกันการติดเชื้อจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันในสหรัฐฯมีไม่เพียงพอกับความต้องการ และไม่สามารถเพิ่มการนำเข้าจากต่างประเทศได้นั้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำริให้เพิ่มการผลิตสินค้าดังกล่าวในประเทศโดยเร่งด่วน ดังนั้นเพื่อการตอบสนองความต้องการของรัฐต่อการป้องกันระบาดของโรค สภาคองเครสอาจให้การสนับสนุนโดยการพิจารณากฎหมายให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีเพื่อการขยายและการเพิ่มผลิตวัสดุหรือผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันโรคระบาดภายใต้เหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติ จากคองเกรสได้ให้อำนาจประธานาธิบดีมาครั้งหนึ่งแล้วในปี 2493 ในช่วงสงครามเกาหลี
กระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่า สหรัฐฯมีความต้องการใช้หน้ากากอนามัย N95 จำนวน 300 ล้านชิ้นในการใช้ป้องกันโรคระบาด แต่ปัจจุบันมีปัญหาการขาดแคลน สหรัฐฯ มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งได้หารือกับ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในเรื่องของความเป็นไปได้ในใช้พระราชบัญญัติบังคับการผลิตเพิ่มการผลิต อุปกรณ์ป้องกันที่สามารถสวมใส่เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งรวมถึงหน้ากากอนามัย ชุดป้องกันการติดเชื้อและถุงมือยาง ปัจจุบันจีนเป็นผู้ครองตลาดโลกทั้งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงกำลังการผลิตจำนวนมากสำหรับสินค้าหน้ากากอนามัย ขณะเดียวกันสินค้าดังกล่าวมีการผลิตจำนวนน้อยในสหรัฐฯ
ปัจจุบันผู้ผลิตหน้ากากอนามัยรายสำคัญของสหรัฐฯ คือ บริษัท 3M Corp บริษัท Honeywell International Inc และ บริษัท Kimberly-Clark Corp.
สคต. ณ นครชิคาโก ระบุว่า ปัจจุบันชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นตระหนกต่อการระบาดของโควิด-19 โดยสหรัฯฐ มีผู้ป่วยในประเทศจริงเพียง 15 ราย (ไม่รวมผู้ป่วยที่ลงมาจากเรือ Diamond Princess cruise) ซึ่งคนทั่วไปยังเห็นว่ายังไม่สำคัญนัก และจะเป็นปัญหาของเมืองใหญ่ แต่เมืองเล็กๆ หรือชนบทไม่น่าจะได้รับผลกระทบ ในขณะที่การระบาดได้แพร่กระจายมากขึ้นจากจีนสู่ประเทศใกล้เคียงและได้แพร่เข้าสู่ยุโรป จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเห็นว่า โควิด-19 จะเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนในสหรัฐฯ ภาครัฐจึงได้เข้ามามีบทบาทรณรงค์ให้ชาวอเมริกันให้ตระหนักและเตรียมการป้องกัน
ทั้งนี้กฎหมายจะให้อำนาจประธานาธิบดี บังคับให้ภาคอุตสาหกรรมขยายการผลิต วัตถุดิบ วัสดุ หรือผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่ใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัยและชุดป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งหมายถึงว่า รัฐบาลสามารถสั่งให้ผู้ผลิตเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตได้ เช่น ปัจจุบัน ผู้ผลิตผลิตหน้ากาก N95 เพียงร้อยละ 20 แต่ผลิตหน้ากากใช้สำหรับช่างทาสี ร้อยละ 80 กฎหมายจะให้ปรับการผลิตเป็นหน้ากาก N95 เป็นร้อยละ 80 และหน้ากากช่างทาสีร้อยละ 20 เป็นต้น รวมไปถึงการคุ้มครองการผลิตในประเทศด้วย
อย่างไรก็ดีจากผลกระทบไวรัสโคโรนา เวลานี้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ตัวอย่าง
1. ยอดขายของร้านอาหาร/ภัตตาคารจีนลดลงกว่าร้อยละ 50 และบางร้าน ต้องปิดการให้บริการชั่วคราวเนื่องจากไม่มีลูกค้า ไชน่าทาวน์ในสหรัฐฯ เงียบเหงาไม่มีประชาชนทั่วไปหรือนักท่องเที่ยวมารับประทานอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบไปยังผู้นำเข้า/ พ่อค้าขายส่งอาหารและซัพพลายให้แก่ร้านอาหารจีน ซึ่งไม่ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าและ วัตถุดิบจากร้านอาหารจีนรวมไปถึงการชำระเงิน จึงขาดรายได้ และสินค้าไม่หมุนเวียน
2. สถานการณ์ที่คนอเมริกันเลี่ยงการไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารจีน อาจจะรุกลามต่อไปยังอาหารเอเชียชาติอื่น ๆ รวมทั้งร้านอาหารไทย ปัจจุบัน พบว่า ร้านอาหารไทยในนครชิคาโกหลายแห่งประสบปัญหาการได้รับคำสั่งซื้ออาหารไปรับประทานลดลง หรือมีลูกค้าเข้ามารับประทานอาหารลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคอย ติดตาม
3. ผู้นำเข้าแจ้งว่า นับตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาด ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในด้านได้รับสินค้าที่นำเข้าจากแหล่งผลิตในต่างประเทศที่จะเดินทางมาถึงสหรัฐฯ ล่าช้าไป เนื่องจากสินค้าที่สั่งซื้อจากไทยต้องไปถ่ายเรือที่ท่าเรือจีน จึงต้องเสียเวลารอนาน จากเรือที่จีนมีตู้สินค้าไม่เต็มลำจึงไม่ออกเดินทาง เป็นผลให้สินค้าเดินทางไปถึงสหรัฐฯ ล่าช้า และผู้นำเข้าไม่มีสินค้าเพียงพอส่งให้ลูกค้า
4. หากสหรัฐฯ ออกกฎหมายบังคับการผลิตจึง จะเป็นผลให้สหรัฐฯ ลดการนำการนำเข้าสินค้าหน้ากากอนามัยและชุดป้องกัน อีกทั้งอาจจะมีมาตรการคุ้มครองการผลิตในประเทศ แต่คาดว่าความต้องการถุงมือยางจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยที่เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 ของสหรัฐฯ






