
ยิ่งแรงยิ่งพุ่ง สหรัฐฯ-อิหร่านดันราคาทองคำสูงสุดรอบ 7 ปี
ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านและอิรัก ส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น และดันให้ราคาทองคำในตลาดซื้อขายล่วงหน้าพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี แตะที่ระดับ 1,604.30 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ เมื่อต้นสัปดาห์นี้ (6 มกราคม) บรรดานักลงทุนแห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯสั่งโจมตีทางอากาศสังหารนายพลกัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของอิหร่านใกล้สนามบินกรุงแบกแดด ในประเทศอิรัก ช่วงเช้าวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดความวิตกว่าอิหร่านและกองกำลังพันธมิตรอาจจะใช้ความรุนแรงตอบโต้สหรัฐฯ
ราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์ (COMEX) ในนิวยอร์ก ส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ ขยับสูงขึ้น 16.40 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 1% มาปิดที่ 1,568.80 ดอลลาร์/ออนซ์ สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 หรือ พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปี ราคาซื้อขายระหว่างวันยังพุ่งขึ้นไปแตะที่ 1,604.30 ดอลลาร์/ออนซ์ ก่อนที่จะปรับตัวลงมา นักวิเคราะห์คาดว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจจะทำให้ราคาทองคำไต่สูงขึ้นได้อีกในช่วงหลายวันหรือ หลายสัปดาห์ข้างหน้า และคาดหมายว่า ราคาทองคำน่าจะแตะ 1,650-1,700 ดอลลาร์/ออนซ์
นักวิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของวาณิชธนกิจโกลด์แมน แซคส์ ให้ความเห็นว่า ทองคำมีสถานะที่แข็งแกร่งมากกว่านํ้ามัน ในฐานะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยในการลงทุนในช่วงเวลานี้ นับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง ทั้งราคาทองคำและราคานํ้ามันดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังคงอยู่ในทิศทางสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่าม กลางการเผชิญหน้าที่ทวีอุณหภูมิคุกรุ่นระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านและอิรัก แต่นักวิเคราะห์มองว่า ทองคำจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
เจฟฟรีย์ เคอร์รี หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของโกลด์แมน แซคส์ ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ในตลาดนํ้ามันมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างจะกว้าง โดยอาจเป็นไปได้หลายอย่างมาก การที่ราคานํ้ามันดิบเบรนต์ปรับสูงขึ้นมากในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดจากความคาดหมายว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุปทานนํ้ามันโลก แต่หากจะให้มีความมั่นใจมากขึ้นว่าราคานํ้ามันจะคงอยู่ที่ระดับประมาณ 69 ดอลลาร์/บาร์เรล นั่นหมายความว่า ควรต้องเห็นชัดแล้วว่าสถานการณ์อะไรได้เกิดขึ้นจริงๆ ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่ออุปทานนํ้ามัน
“ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่การเกิดผลกระทบที่ทำให้ปริมาณการผลิตลดลงอย่างฉับพลันและเป็นเวลายาวนาน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้อุปสงค์นํ้ามันลดลงมาก ซึ่งหากเป็นอย่างหลังก็จะส่งผลลบต่อราคานํ้ามัน ผิดกับราคาทองคำที่เหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วราคาทองคำมีแต่จะพุ่งสูงขึ้น”
นักวิเคราะห์เผยว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา (ซึ่งยังไม่เกิดเหตุการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน) ราคาทองคำขยับสูงขึ้น 100 ดอลลาร์มาปิดที่ระดับ 1,550 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเท่ากับเป็น การขยับเข้าใกล้ระดับที่ฝ่ายวิจัยของโกลด์แมน แซคส์ คาดหวังไว้คือ 1,600 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนลง ความคาดหวังเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังคงแผ่วบาง ราคาทองคำ spot gold เมื่อวันจันทร์ (6 ม.ค.) ยังคงขยับสูงขึ้นประมาณ 1.6% มาปิดที่ระดับ 1,576 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งราคาซื้อขายระหว่างวันได้พุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปีเช่นกันที่ 1,579.72 ดอลลาร์/ออนซ์
“ราคาทองคำอาจปรับตัวสูงขึ้นไปได้อีกท่ามกลางภาวะตึงเครียดระดับสูงในเชิงภูมิ รัฐศาสตร์ที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะได้เห็นราคาทองคำดีดตัวสูงในภาวะสงครามหรือการยกระดับการเผชิญหน้าทางการทหาร ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่ค่าเงินลดฮวบลงอย่างมาก” นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตเช่นในกรณีการเปิดสงครามอ่าวเปอร์เซียและเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายถล่มตึกเวิลด์เทรดในสหรัฐฯ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวค่าเงินอ่อนยวบลงแต่ราคาทองคำขยับสูงขึ้นอย่างแรง
ด้วยเหตุนี้จึงคาดหมายว่าหากการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน-อิรักเพิ่มระดับความรุนแรงหรือยืดเยื้อต่อไป ก็จะยิ่งส่งผลให้ทองคำปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งฝ่ายวิจัยตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ราคาทองคำในระยะ 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน ไว้ที่ 1,600 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่นายมาร์ค นิวตัน จากบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนนิวตัน แอดไวเซอร์ คาดว่าราคาทองคำอาจจะปรับสูงขึ้นไปถึงระดับ 1,650-1,700 ดอลลาร์/ออนซ์ ในเร็ววันนี้
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,538 วันที่ 9-11 มกราคม 2563






