
3 เหตุผลทำไมยัม! แบรนด์ส ต้องซื้อแฮ็บบิท เบอร์เกอร์
ยัม! แบรนด์ส (Yum! Brands) หรือ ยัม! บริษัทแม่ของฟาสต์ฟู้ดแบรนด์ดังอย่าง เคเอฟซี พิซซ่า ฮัท ทาโก เบลล์ และวิงสตรีท ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทผู้ประกอบการร้านอาหารรายใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวนร้านมากกว่า 49,000 สาขาในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ยัม! ขยายอาณาจักรธุรกิจให้ใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการประกาศทุ่มเงิน 375 ล้านดอลลาร์ (กว่า 11,250 ล้านบาท) ซื้อกิจการ บริษัท แฮ็บบิท เรสเทอรองต์ส เจ้าของแบรนด์ “แฮ็บบิท เบอร์เกอร์ กริล”เข้ามาร่วมเครือ ซึ่งหากทุกอย่างสำเร็จลุล่วงตามแผน ดีลนี้ก็จะทำให้ยัม! มีจำนวนร้านเพิ่มขึ้นทันทีกว่า 270 สาขา และยังมีอาหารประเภท “เบอร์เกอร์” เข้ามาเสริมเติมเต็มความหลากหลายทางธุรกิจ แถมแบรนด์ใหม่ที่ได้มานี้ ยังเป็นแบรนด์ระดับพรีเมี่ยมที่แข็งแรงและมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
แบรนด์ที่ยัม! มีอยู่ในปัจจุบัน :
เคเอฟซี (KFC) พิซซ่า ฮัท (Pizza Hut) ทาโก เบลล์ (Taco Bell) วิงสตรีท (WingStreet)
แบรนด์ที่กำลังเจรจา: แฮ็บบิท เบอร์เกอร์ กริลล์ (Habit Burger Grill)
เดวิด กิบส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของยัม! เปิดเผยว่า ย้อนหลังไป 3 ปี บริษัทอยู่ในช่วงของปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อจะสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นกว่าเดิม ปัจจุบันถือได้ว่า ยัม! อยู่ในสถานะที่พร้อมจะรุกสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ต่างๆที่มีอยู่ และใช้ประโยชน์จากขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างเต็มที่จากการเข้าซื้อกิจการที่มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การเติบโตของบริษัททั้งในสหรัฐฯและในตลาดต่างประเทศ
สำหรับดีลนี้ ยัม! ตกลงจ่าย 375 ล้านดอลลาร์ หรือ 14 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นเงินไทยกว่า 11,250 ล้านบาท เพื่อซื้อกิจการบริษัท แฮ็บบิท เรสเทอรองต์ส เจ้าของเชนร้าน “แฮ็บบิท เบอร์เกอร์ กริล” ถือเป็นการซื้อกิจการมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่เปิดศักราชใหม่ และในแง่ตัวเลข นับว่ายัม! ได้ราคาที่ดีเพราะในตอนที่แฮ็บบิทฯ เปิดตัวเข้าตลาดครั้งแรกในเดือนพ.ย.2557 ราคาหุ้นของบริษัทอยู่ที่หุ้นละ 18 ดอลลาร์ คาดว่าการซื้อขายครั้งนี้จะเสร็จลุล่วงในช่วงสิ้นไตรมาสสองของปีนี้
คราวนี้มาดู 3 เหตุผลสำคัญว่าทำไมยัม! ควรซื้อแฮ็บบิท เบอร์เกอร์ กริล มาช่วยเสริมทัพท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันในตลาดร้านอาหารจานด่วน
1. ศักยภาพของแบรนด์ในตลาดต่างประเทศสูงเกินห้ามใจ
แฮ็บบิท เบอร์เกอร์ กริล ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2512 เป็นเชนร้านอาหารเล็กๆในแคลิฟอร์เนียใต้บริษัทขายหุ้นให้กับสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ในปี 2557 ซึ่งทำให้สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น จนปัจจุบันมีจำนวนร้านมากกว่า 270 สาขาใน 13 มลรัฐของสหรัฐฯ ทั้งยังมีหลายสาขาในประเทศจีน ส่วนใหญ่บริษัทลงทุนเอง และมีบางส่วนเป็นร้านของผู้ซื้อแฟรนไชส์ ยัม!เชื่อว่าฟาสต์ฟู้ดประเภท “เบอร์เกอร์” สามารถขยายตัวได้ดีในตลาดต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของแมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์คิง และเชค แช็ค (Shake Shack)
“แฮ็บบิท ฯมีศักยภาพที่ยังไม่ได้ปลดปล่อยออกมา เป็นศักยภาพที่จะเติบโตทั้งในตลาดสหรัฐฯและตลาดต่างประเทศ ผมเชื่อว่ายัม! จะสามารถใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญการตลาดและเครือข่ายแฟรนไชส์ที่มีอยู่ นำแบรนด์แฮ็บบิทฯ ไปบุกเปิดตลาดในต่างแดนได้สำเร็จ ซึ่งเรื่องนี้แฮ็บบิทฯอาจจะทำได้ยากด้วยตัวเอง แต่ด้วยความสนับสนุนของยัม! เชื่อว่า แฮ็บบิทฯจะสามารถบุกขยายได้มากกว่า 2,000 สาขาทั่วโลก”
2. “แฮ็บบิท” ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดในพอร์ตของยัม!
การที่ยัม! มีแบรนด์อย่างเคเอฟซี พิซซ่า ฮัท และทาโก เบลล์ มาอยู่ภายใต้เครือ ทำให้บริษัทมีทางเลือกที่หลากหลายสำหรับลูกค้า แต่ถึงกระนั้น ยัม! ยังขาดเชนร้านอาหารประเภท “ร้านเบอร์เกอร์” ซึ่งเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในระดับโลก นอกจากนี้ อาหารประเภทเบอร์เกอร์ที่กินกับเฟรนช์ฟรายยังเป็นอาหารอเมริกันต้นตำรับที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบ สะท้อนจากความสำเร็จของ “แมคโดนัลด์” (McDonald's)ที่เป็นเชนฟาสต์ฟู้ดอันดับ 1 ของโลกในแง่ยอดขาย ขณะที่คู่แข่งอย่างเบอร์เกอร์คิง (Burger King) และเวนดีส์ (Wendy's) ก็ได้รับความนิยมในระดับโลกเช่นกัน
การได้แฮ็บบิทฯมาร่วมเครือทำให้ยัม! เติมเต็มส่วนที่ขาด และได้แบรนด์ใหม่มาเสริมทัพโดยบริษัทมีทีมการตลาดที่เชี่ยวชาญและระบบเครือข่ายร้านแฟรนไชส์รองรับการขยายตัวพร้อมอยู่แล้ว นอกจากนี้ รูปแบบของร้านแฮ็บบิท ยังจัดอยู่ใน กลุ่มฟาสต์-แคชวล (fast-casual) ซึ่งแตกต่างไปจากแบรนด์ร้านจานด่วน (fast-food chain) ที่ยัม! มีอยู่ โดยแฮ็บบิท เบอร์เกอร์ นั้นเป็นสินค้าพรีเมี่ยมคุณภาพสูง ราคาแพงกว่า และผลิตตามสั่งของลูกค้า ร้านรูปแบบนี้มีการเติบโตมากกว่าร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วไปที่เริ่มทำยอดขายได้น้อยลง ข้อมูลจากบริษัทวิจัย เอ็นพีดี กรุ๊ปฯ พบว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกันเข้าร้านประเภทฟาสต์-แคชวลมากขึ้น 3% ในปีที่ผ่านมา (ข้อมูลถึงสิ้นเดือนพ.ย. 2562)
ยอดขายของเชนร้านแฮ็บบิท เบอร์เกอร์ฯ ในช่วงไตรมาสสามของปีที่แล้ว สูงขึ้นเฉลี่ย 3.1% การได้เชนนี้มาร่วมเครือจะทำให้ยัม! สามารถเจาะเข้าหาฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่หลายคนไม่เคยเข้าร้านในเครือของยัม! มาก่อน
3. ราคานี้ คุ้มค่าการลงทุน
แฮ็บบิท เรสเทอรองต์ส เจ้าของแบรนด์แฮ็บบิท เบอร์เกอร์ กริล เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯมา 5 ปีแล้ว แม้จะไม่ได้ราบรื่นมาตลอด แต่บริษัทก็มีแบรนด์ที่แข็งแรงและผลิตภัณฑ์ที่ดี ในปี 2562 แฮ็บบิท เรสเทอรองต์ส ได้รับรางวัล Best Regional Fast Food จากการให้คะแนนของผู้อ่านหนังสือพิมพ์ยูเอสเอ ทูเดย์ (USA Today Readers' Choice Awards) นอกจากนี้ เว็บไซต์ Thrillist.com สื่ออนไลน์ชื่อดังในแวดวงอาหาร เครื่องดื่ม และความบันเทิง ได้ยกย่องให้แฮ็บบิท เบอร์เกอร์ เป็นเชนร้านเบอร์เกอร์ที่ดีแต่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป “ร้านดีแบบนี้ควรจะมีในทุกมลรัฐของสหรัฐฯ”
การเป็นแบรนด์ขวัญใจของสื่อ ซึ่งทำให้มีการพูดถึงในเชิงบวก ทำให้ราคาหุ้นของแฮ็บบิท เรสเทอรองต์สหลังการทำ IPO ยังคงสูงขึ้น ยอดขายเฉลี่ยของร้านแฮ็บบิท เบอร์เกอร์ ที่ระดับ 1.9 ล้านดอลลาร์ต่อสาขาถือว่าอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรม แต่ในระยะหลังๆ ราคาหุ้นของบริษัทได้รับแรงกดดันอย่างมากจากราคาค่าแรงที่ทะยานสูงขึ้นโดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ความคาดหวังของผู้บริโภค และการแข่งขันจากแอพพลิเคชั่นส่งอาหารถึงบ้าน (ซึ่งทำให้คนไม่ออกมากินอาหารนอกบ้าน และแย่งส่วนแบ่งตลาดไปจากร้านอาหาร)
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ราคา 375 ล้านดอลลาร์สำหรับเชนร้านและแบรนด์อาหารที่ได้รับการยกย่อง ได้รับรางวัล และเป็นที่ยอมรับระดับนี้ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับยัม! ยิ่งหากบริษัทสามารถเพิ่มสาขาร้านแฮ็บบิท เบอร์เกอร์ได้ถึง 2,000 สาขา และรุกขยายในตลาดต่างประเทศได้ตามแผน เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้ยิ่งคุ้มแสนคุ้มในระยะยาว






