thansettakij
thansettakij
โค้งสุดท้ายเจรจาการค้า จีน-สหรัฐฯ แนวโน้มยังเป็นบวก

โค้งสุดท้ายเจรจาการค้า จีน-สหรัฐฯ แนวโน้มยังเป็นบวก

12 พ.ย. 62 | 10:22 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 20:18 น.

การกล่าวปาฐกถาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา บนเวทีอีโคโนมิก คลับ ออฟ นิวยอร์ค ในวันอังคารนี้ (12 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังการปิดต้นฉบับ) เป็นที่จับตามองอย่างมากโดยเฉพาะจากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เกษตรกรอเมริกัน และเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน เพราะเชื่อกันว่าผู้นำสหรัฐฯจะใช้เวทีดังกล่าวนี้ส่งสัญญาณว่า เขาจะยอมทำตามคำร้องขอจากฝ่ายจีนที่ขอให้สหรัฐฯลด-เลิกกำแพงภาษีกีดกันสินค้าจีนที่ได้ประกาศและมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเร็วๆ นี้ หรือไม่

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯได้ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างสับสนออกมา ตอนแรกโฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนออกมาระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้แล้วว่าจะลดกำแพงภาษีลงมาให้กัน

และกันเพื่อที่ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถลงนามใน “ข้อตกลงเฟส1” ที่ตกลงกันได้เพียงบางส่วน แต่ต่อมาฝ่ายสหรัฐฯก็ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่ได้รับปากว่าจะลดอัตราภาษีลงมาให้กับสินค้าจีนแต่อย่างใด หลังจากนั้น เมื่อต้นสัปดาห์นี้ นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯก็ได้ออกมาให้ข่าวว่า การเจรจาเพื่อยุติสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมากว่า 16 เดือน ดำเนินไปด้วยดีและทำให้มีความหวังในเชิงบวก “การเจรจามีความคืบหน้าอย่างจริงจัง ผมหวังว่าจะสามารถตกลงในส่วนแรกกันได้อย่างเรียบร้อยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” การให้สัมภาษณ์ของนายปอมเปโอสอดคล้องกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่กล่าวไว้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การเจรจาคืบหน้าด้วยดี แต่ก็ขอปฏิเสธข่าวที่ว่าเขาตกลงที่จะลดกำแพงภาษีลงมาให้กับสินค้าจีน “ข่าวที่ว่านั้นไม่ถูกต้อง ถ้าหากไม่ได้ข้อตกลงที่ดี ผมจะไม่ทำแน่ๆ” ผู้นำสหรัฐฯยังกล่าวด้วยว่า จีนต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องการทำข้อตกลงเป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้จีนกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยํ่าแย่ที่สุดทางเศรษฐกิจในรอบ 57 ปี “ซัพพลายเชนของจีนแตกหักเละเทะหมดเหมือนไข่แตก”

ต่างฝ่ายต้องการสงบศึก

เป็นเรื่องจริงที่ว่า จีนกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราตํ่าที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแรง แม้ว่าภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและภาคอุตสาหกรรมการผลิตจะมีการชะลอตัว แต่ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่มั่นคง (เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการจ้างงานในสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 128,000 ตำแหน่งงาน) และผลประกอบการของธุรกิจเอกชนก็ยังคงดูแข็งแรงในไตรมาส 3 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นเรื่องยากที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะหาเหตุผลมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ต้องอนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าออกมาแล้วถึง 2 ชุดมาตรการคิดเป็นมูลค่าวงเงินช่วยเหลือ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังคาดว่าชุดที่ 3 กำลังจะตามติดมาในเร็วๆนี้ ส่วนตัวเลขการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงต่อเนื่อง 3 เดือนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจนต้องมีการปลดคนงานนั้นคือ อุตสาหกรรมในรัฐเพนซิลเวเนีย มิชิแกน และวิสคอนซิน ซึ่งจะกลายเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่กำลังจะมีขึ้นปลายปีหน้า

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯจะมีอิทธิพลต่อเนื้อหารายละเอียดของข้อตกลงเฟส 1 ไม่มากก็น้อย เพราะในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมา ทรัมป์ใช้ประเด็นการเผชิญหน้ากับจีนเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียงอยู่เสมอ เมื่อไม่กี่วันมานี้ เขายังยืนยันว่ามีความมั่นใจว่าข้อตกลงการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับชาวอเมริกัน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาคการเกษตร

โค้งสุดท้ายเจรจาการค้า จีน-สหรัฐฯ แนวโน้มยังเป็นบวก

 

จีนนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่กำแพงภาษียังคงอยู่

ทั้งนี้ กำแพงภาษีที่ได้เกิดขึ้นแล้วและจีนเป็นฝ่ายเจรจาต่อรองขอให้สหรัฐฯลดกำแพงภาษีเหล่านี้ลงมาก่อนที่จะมีการลงนามในข้อตกลงเฟส 1 โดยผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ได้แก่ การปรับขึ้นภาษีสินค้าจีน 25% มูลค่าวงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2561 ทำให้จีนโต้ตอบด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐฯในวงเงินที่เท่าเทียมกัน หลังจากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายได้ตอบโต้กันไปมาด้วยมาตรการภาษี กระทั่งล่าสุดสหรัฐฯขึ้น

 

ภาษีสินค้าจีนอีก 1 ระลอกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายจีน ยืนยันว่าจีนมีความจริงใจและพร้อมที่จะยื่นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่สหรัฐฯมีความกังวลใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดุลการค้า การเข้าถึงตลาดจีน และการให้ความคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติ และนั่นเป็นเหตุผลที่ฝ่ายจีนยืนยันว่า ยินดีจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ต้องการให้จีนซื้อสินค้าเกษตรปีละ 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจากระดับ 25,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2560 จีนไม่ได้ปฏิเสธตัวเลขดังกล่าวแต่ระบุว่าเรื่องนี้ยังมีการเจรจากันอยู่

 “ทั้ง 2 ฝ่ายต่างเป็นผู้สูญเสีย เชื่อว่าผู้นำจีนและสหรัฐฯต่างก็ต้องการทำข้อตกลงสงบศึกเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย” เจฟฟ์ สกอตต์ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้ความเห็น และคาดการณ์ว่า การลดกำแพงภาษีของทั้ง 2 ฝ่ายลงมาจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องใช้เวลา ดังนั้น เชื่อว่ากำแพงภาษีที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วจะยังคงมีอยู่ไปจนถึงสิ้นปีหน้า (2563) และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมด้วย ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 นี้ เศรษฐกิจทั้งของจีนและสหรัฐฯ ต่างได้รับผลกระทบจากภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสหรัฐฯนำเข้าสินค้าจากจีนลดลงคิดเป็นมูลค่า 53,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนก็นำเข้าจากสหรัฐฯลดลง 14,500 ล้านดอลลาร์

สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดไม่ใช่ผลกระทบจากกำแพงภาษีที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในทันที แต่เป็นผลกระทบที่มีต่อความมั่นใจหรือไม่มั่นใจของนักลงทุนซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการตัดสินใจ ความไม่มั่นใจนี้ได้เกิดขึ้นแล้วและจะส่งผลฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกทั้งในปีนี้และอีกหลายปีข้างหน้า

หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3522 ระหว่างวันที่ 14 - 16 พฤศจิกายน 2562

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • World