
นักวิเคราะห์ชี้ทรัมป์เดินหมากขู่เก็บภาษีจีนเพิ่ม10% กดดันเฟดลดดอกเบี้ยเพิ่มกันยายนนี้
การประกาศผ่านทวิตเตอร์ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ว่า สหรัฐฯจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 10% เป็นวงเงินรวม 300,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้เป็นต้นไป โดยสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีอัตราใหม่นี้ไม่เกี่ยวกับสินค้าในกลุ่มที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มไปแล้วในอัตรา 25% วงเงิน 250,000 ล้านดอลลาร์และมีผลไปแล้วก่อนหน้านี้ สร้างความหวั่นวิตกในตลาดการเงินทั่วโลกว่า ท่าทีดังกล่าวได้เพิ่มความเสี่ยงในการที่สหรัฐฯจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นอีกในเดือนกันยายนนี้ หลังจากที่เพิ่งปรับลดครั้งแรกไป 0.25% เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา
มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัท มูดี้ส์ อนาไลติคส์ฯ ให้ความเห็นว่า ถ้าหากประธานาธิบดีทรัมป์ลงมือทำตามที่ขู่ไว้จริงๆ นั่นก็เท่ากับเป็นการเติมเชื้อให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย และไม่ว่าเฟดจะใช้มาตรการอะไรก็ตาม คงยากที่จะหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจขาลง เฟดจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง ต้องปรับลดดอกเบี้ยลงให้มากกว่านี้ แซนดีเชื่อว่าตลาดพันธบัตรจะได้รับสิ่งที่คาดหวังกันไว้ นั่นคือการปรับลดดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้
และสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทันทีที่ผู้นำสหรัฐฯขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีนระลอกใหม่คือดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ที่ร่วงผล็อยลงทันที จากก่อนหน้านั้นที่ขึ้นมา 250 จุดก็กลับร่วงลงมากกว่า 280 จุดเมื่อปิดตลาด (1 ส.ค.) ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี ร่วงลงจาก 2.05% มาอยู่ที่ระดับ 1.87% ในวันเดียวกันนั้น
“ผมหวังว่าเราจะยังคงมีการเจรจาหารือในเชิงบวกกับจีนต่อไป และรู้สึกเหลือเกินว่าอนาคตของ 2 ประเทศเราจะสดใสเป็นอย่างยิ่ง!” ผู้นำสหรัฐฯลงท้ายข้อความที่ทวิตด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) คล้ายเป็นคำขู่หรือประชดประชันมากกว่าจะเป็นความรู้สึกคาดหวังในเชิงบวกจริงๆ นอก จากนี้ ยังกล่าวเพิ่มเติมกับสื่อด้วยว่า การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนระลอกใหม่ล่าสุดที่จะขยับขึ้นมาอีก 10% สุดท้ายแล้วอาจจะเรียกเก็บในอัตราสูงกว่า 25%
ทั้งนี้ ยังไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริงว่าเพราะอะไรผู้นำสหรัฐฯจึงได้ตัดสินใจเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้าจีนทั้งๆที่เพิ่งตกลงสงบศึกการค้าชั่วคราวเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นท่าทีที่น่าประหลาดใจและเหนือความคาดหมาย เนื่องจากหลังการพบปะระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการพบปะนอกรอบการประชุม G 20 เมื่อเร็วๆ นี้ (29 มิถุนายน) สถานการณ์การเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก็เป็นไปในทิศทางที่คลี่คลายมากขึ้น และการเจรจาการค้ารอบใหม่ก็เพิ่งเริ่มขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้สัปดาห์นี้ แถลงการณ์ทำเนียบขาวยังยืนยันด้วยว่า การเจรจารอบถัดไปจะมีขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงต้นเดือนกันยายน แต่ดูเหมือนว่าความคืบหน้าในการเจรจาจะเชื่องช้าและการทำตามคำสัญญาของจีนก็ไม่รวดเร็วทันใจผู้นำสหรัฐฯ สะท้อนจากถ้อยคำที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุในทวิตเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ส.ค.) ว่า “จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นปริมาณมาก แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำตามที่พูด”
ข่าวระบุว่า จีนรับปากจะซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯเป็นจำนวนมาก และนับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคมเป็นต้นมา ก็มีการส่งออกถั่วเหลืองจากสหรัฐฯปริมาณหลายล้านตันมายังประเทศจีน นอกจากนี้ หลายบริษัทของจีนยังมีคำสั่งซื้อสินค้าอเมริกันอีกจำนวนมาก ซึ่งนอกจากถั่วเหลืองแล้ว ยังได้แก่ ฝ้าย เนื้อสุกร และข้าวฟ่าง
พฤติกรรมการประกาศขึ้นภาษีทั้งๆ ที่คณะทำงานกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้นำสหรัฐฯ เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เคยสร้างความตื่นตะลึงมาแล้วด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนจาก 10% เป็น 25% วงเงินรวม 200,000 ล้านดอลลาร์ แต่ครั้งนี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เพียงใช้มาตรการภาษีเป็น “ไม้แข็ง” เพื่อข่มขู่กดดันจีนเท่านั้น แต่เขายังใช้มาตรการเดียวกันนี้ กดดันนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้เร่งลดดอกเบี้ยลงมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนักวิเคราะห์และนักลงทุนเชื่อว่า การตั้งกำแพงภาษีทางการค้าหมายถึงสัญญาณเชิงลบที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนั่นหมายถึงการเพิ่มความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งยังสร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้น ดังนั้น ความคาดหวังที่ว่าเฟดน่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในเดือนกันยายนนี้เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยจึงมีเพิ่มมากขึ้น
แดน คลิฟตัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบายภาครัฐ บริษัท สเตรทกาสฯ ให้ความเห็นว่า ตอนนี้ตลาดกำลังเผชิญความเสี่ยงคู่ขนานคือความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของทรัมป์และความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของพาวเวลล์ ทำให้สถานการณ์กลับมาคล้ายๆในเดือนธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดมีการเทขายอย่างหนักหน่วงเนื่องจากความหวั่นวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้าและการที่เฟดเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายโดยส่งสัญญาณยุติการขึ้นดอกเบี้ย “ตอนนี้การส่งสัญญาณของเฟดทำให้ตลาดขาดความมั่นใจ แล้วทรัมป์ก็ทำให้เหตุการณ์มันยํ่าแย่ลงไปอีกด้วยการขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน” คลิฟตันขยายความด้วยว่า การขึ้นภาษีอาจจะไม่ส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยตรง แต่มันมีผลต่อภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกกระทบจากมาตรการภาษีที่ทำให้พวกเขามีความมั่นใจน้อยลง ชะลอการลงทุน และอาจจะนำไปสู่การชะลอการจ้างงาน ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคและการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม
หน้า12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3493 ระหว่างวันที่ 4 - 7 สิงหาคม 2562






