thansettakij
thansettakij
ทรัมป์ยึด G20 อัดหนักคู่ค้า  600 เอกชนมะกันลั่นอย่าขึ้นภาษี

ทรัมป์ยึด G20 อัดหนักคู่ค้า 600 เอกชนมะกันลั่นอย่าขึ้นภาษี

29 มิ.ย. 62 | 10:30 น.

การประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 ที่เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น (28-29 มิ.ย. 62) กลายเป็นเวทีร้อนฉ่า เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เล่นบทแรงแบบไม่ไว้หน้าใครกับทุกๆประเทศคู่ค้าที่เห็นว่าทำให้สหรัฐอเมริกาเสียเปรียบ ไล่ไปตั้งแต่อียู อินเดีย จีน ไม่เว้นกระทั่งญี่ปุ่น เจ้าภาพจัดการประชุม ขณะที่ผู้นำจีน ยังคุมบทพี่ใหญ่ใจดี พร้อมสนับสนุนการค้าเสรีกับทุกๆ ประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลวิจัยของสถาบัน Peterson Institute for International Economics (PIIE)ที่ชี้ว่า นับตั้งแต่ต้นปีมานี้ ขณะที่จีนทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งทำให้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าอเมริกันสู่ตลาดจีนพุ่งทะยานสู่อัตราเฉลี่ย 20.7% แต่ภาษีศุลกากรที่จีนเรียกเก็บจากประเทศอื่นๆ กลับลดลงมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ยเพียง 6.7% เท่านั้น

งานวิจัยของ PIIE ชี้ว่า ต้นปี 2561 จีนเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกๆ ประเทศ (รวมทั้งสหรัฐฯ) ในอัตราเฉลี่ย 8% แต่เมื่อการเผชิญหน้าทางการค้ากับสหรัฐอเมริการะอุขึ้น และเริ่มมีการตั้งกำแพงภาษีใส่กันในเดือนเมษายน 2561 เส้นกราฟอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับอัตราภาษีนำเข้าที่จีนเรียกเก็บจากสินค้าของประเทศอื่นๆ ซึ่งมีทิศทางลดลงเรื่อยๆ จากเฉลี่ย 8% ต้นปี 2561 มาเป็น 6.9% ในช่วงกลางปี จากนั้นก็คงที่อยู่ในระดับอัตราเฉลี่ย 6.7% มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 จนถึงปัจจุบัน

แนวโน้มดังกล่าวจะทำให้บริษัทผู้ผลิต ผู้ส่งออก และแรงงานอเมริกันตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ โดยเสียเปรียบให้กับบริษัทจีนรวมทั้งประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของสหรัฐฯ ผลวิจัยระบุว่า ความต่างของอัตราภาษีเห็นได้ชัดที่สุดในสินค้าด้านการเกษตรและประมง ซึ่งจีนเรียกเก็บจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 21% เป็น 42% แต่จีนเรียกเก็บจากประเทศอื่นๆที่อัตราเฉลี่ยเพียง 19% ทำให้สหรัฐฯสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในจีนให้กับประเทศ อื่นๆ ไปแล้ว ยกตัวอย่างกุ้งลอบสเตอร์ ที่ยอดส่งออกไปจีนลดลงเกือบ 70% นับตั้งแต่ที่จีนขึ้นภาษีเป็น 25% แต่กุ้งลอบสเตอร์จากแคนาดา ซึ่งได้อัตราภาษีลดลง 3% สามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นเกือบๆ 2 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน

หรือกรณีของถั่วเหลืองสหรัฐฯที่ถูกจีนตั้งกำแพงภาษีเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 28% ในเดือนกรกฎาคม 2561 เป็นการตอบโต้มาตรการของสหรัฐฯที่ขึ้นภาษีสินค้าจีนก่อน งานนี้จีนต้องหาแหล่งนำเข้าถั่วเหลืองใหม่มาทดแทน ทำให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลและอาร์เจนตินามากขึ้น กลุ่มสินค้าอื่นๆ ที่สหรัฐฯกำลังเสียเปรียบคู่แข่งในตลาดจีนจากอัตราภาษีที่แตกต่างกันมาก ยังได้แก่ผลิตภัณฑ์ไม้ กระดาษ และโลหะ (สินค้าสหรัฐฯถูกเก็บภาษีอัตรา 22.3% แต่ประเทศอื่นๆถูกเรียกเก็บ 4.4% ) ผลิตภัณฑ์เคมี พลาสติก และยาง (สินค้าสหรัฐฯถูกเก็บภาษี 19.3% ประเทศอื่นถูกเก็บ 6.5%) อุปกรณ์และจักรกลไฟฟ้า (สหรัฐฯถูกเก็บภาษี 18.3% ประเทศอื่นถูกเก็บ 3.3%) เป็นต้น

ความเสียเปรียบดังกล่าวทำให้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินทางมาร่วมประชุม G20 ที่ญี่ปุ่น บริษัทเอกชนอเมริกันมากกว่า 600 ราย รวมทั้งผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่างวอลมาร์ตและทาร์เก็ต ได้ร่วมกันทำจดหมายยื่นต่อรัฐบาลขอให้ผู้นำสหรัฐฯเร่งหาทางเจรจาคลี่คลายปัญหาการค้ากับจีน และอย่าขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มเติม เนื่องจากมาตรการภาษีจะทำให้ผู้บริโภคอเมริกัน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยครอบครัวละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 60,000 บาท)ต่อปี และจะทำให้มีคนตกงานได้ถึง 2 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีการยื่นเรียกร้องต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ให้ระงับการขึ้นภาษีสินค้าจีนระลอกใหม่ (วงเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์) ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ไว้ว่าจะขึ้นหลังการประชุม G20 โดยภาคเอกชนที่ยื่นร้องเรียนระบุว่า บริษัทจำเป็นต้องพึ่งพาสินค้าและวัตถุดิบจากจีน และยังไม่สามารถหาแหล่งนำเข้าอื่นทดแทน 

หน้า 15 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,483 วันที่ 30 มิถุนายน - 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ทรัมป์ยึด G20 อัดหนักคู่ค้า  600 เอกชนมะกันลั่นอย่าขึ้นภาษี

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • World