
ทรัมป์จับมืออาเบะสกัดจีนข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นใกล้คลอด
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา เปิดเผยระหว่างการเยือนประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ปลายเดือนพฤษภาคมว่า สหรัฐฯ และญี่ปุ่นน่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าทวิภาคีกันได้ในเร็ววันนี้ ซึ่งอาจจะเป็นภายในเดือนสิงหาคมที่กำลังจะมาถึง โดยเขาหวังว่าข้อตกลงการค้าที่เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งในส่วนของสหรัฐฯ เองนั้นต้องการลดการขาดดุลการค้า กับญี่ปุ่น และทลายอุปสรรคการค้าทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อที่สินค้าของสหรัฐฯจะสามารถเข้าตลาดญี่ปุ่นได้อย่างเป็นธรรมและสามารถปักหลักได้อย่างแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้า 2 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯและญี่ปุ่น เป็นกลไกอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้า-การลงทุนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ที่คาดว่าจะเข้ามาทดแทนโอกาสที่สหรัฐฯจะสูญเสียไปจากการถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในปี 2560 ซึ่งนั่นทำให้สหรัฐอเมริกาไม่อาจใช้ประโยชน์จากความตกลงทีพีพี ที่กำลังจะเกิดขึ้น (ปัจจุบันมีสมาชิกร่วมภาคี 11 ประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่น) นอกจากนี้ การที่ญี่ปุ่นกับสหภาพยุโรป (อียู) ได้ลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement: EPA) หรือมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า JEFTA (Japan-EU Free Trade Agreement) ในเดือนกรกฎาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ในปี 2562 นี้ ยังเป็นอีกแรงกระตุ้นที่เร่งให้สหรัฐฯ ต้องรีบเจรจาทำข้อตกลงการค้ากับ ญี่ปุ่น ก่อนที่จะเสียโอกาสและส่วน แบ่งตลาดให้กับคู่แข่งจากยุโรป
ญี่ปุ่นแบ่งรับแบ่งสู้
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงของญี่ปุ่นที่ใกล้ชิดการเจรจา ไม่ได้ยืนยันว่า สหรัฐฯและญี่ปุ่นจะสามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงทวิภาคีกันได้ทันในเดือนสิงหาคมนี้อย่างที่ผู้นำสหรัฐฯกล่าวไว้ เช่นเดียวกับนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่แบ่ง รับแบ่งสู้ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังพยายาม เจรจาหาทางบรรลุข้อตกลงให้ได้เร็วที่สุดเพื่อประโยชน์แบบ win-win ทั้ง 2 ฝ่าย แต่เขาก็ไม่ได้รับปากว่าจะทันในเดือนสิงหาคม เพียงแต่ ยํ้าว่า การเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีทรัมป์คือโอกาสทองที่แสดงให้ทั้งโลกและ คนญี่ปุ่นเองได้ประจักษ์ชัดแจ้งถึง ความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นไม่มีวันสั่นคลอนระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า แม้สหรัฐฯและญี่ปุ่นจะพยายาม แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างการเยือนญี่ปุ่นของประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ (ซึ่งเขาเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ของญี่ปุ่น) แต่ก็ยังมีประเด็นระดับนโยบายที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังคิดเห็นไม่ตรงกัน เช่น เรื่องของเกาหลีเหนือ และประเด็นการค้า โดยเฉพาะในประเด็นการค้านั้นสหรัฐฯยังคงขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่นเป็นอัตรา 25% โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง แต่ขณะนี้อยู่ในระยะเวลาของการผ่อนปรน 180 วัน ขณะเดียวกันสหรัฐฯได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการเข้าไปลงทุนผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นก็รับปากในเรื่องนี้ และหวังว่าฝ่ายสหรัฐฯจะตัดสินใจไม่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นในที่สุด เนื่องจากสหรัฐฯเป็นตลาดใหญ่ที่มีการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบรถยนต์จากญี่ปุ่นมูลค่าประมาณปีละ 50,000 ล้านดอลลาร์
บีบด้วยภาษีนำเข้ารถยนต์
ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระหว่างที่นายชินโซะ อาเบะเดินทางเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ ผู้นำญี่ปุ่นได้ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ ราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในครั้งนั้น ผู้บริหารของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้ประกาศว่าการลงทุนของโตโยต้าในสหรัฐอเมริกาภายในระยะ 5 ปีนับจากนี้จะอยู่ที่เกือบๆ 13,000 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการขยับเพิ่มจากเป้าหมายเดิมที่เคยประกาศไว้ในปี 2560 ที่ว่าโตโยต้าจะลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 5 ปี
ปัจจุบัน สหรัฐฯยังขาดดุลการค้าญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 58,000 ล้านดอลลาร์ (สถิติ ณ สิ้นปี 2561 และเป็นตัวเลขการค้าสินค้า ไม่รวมการค้าหมวดบริการ) นับเป็นยอดขาดดุลที่ลดลงมา 8.1% เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ ได้น้อยลง ขณะที่มีการนำเข้าเชื้อเพลิงและอากาศยานจากสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้น
ญี่ปุ่นเองนั้นคาดหวังว่า สหรัฐฯอาจจะกลับมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีทีพีพีอีกครั้ง แต่โอกาสไม่น่าเป็นไปได้หากพิจารณาจากจุดยืนของผู้นำสหรัฐฯที่ต้องการทำข้อตกลงแบบทวิภาคีเป็นรายประเทศมากกว่าข้อตกลงแบบพหุภาคีเพื่อประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ ยิ่งสหรัฐฯเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กกล้าในปีที่ผ่านมาซึ่งส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นแบบไม่มีข้อยกเว้น ก็ยิ่งทำให้ญี่ปุ่นตระหนักว่า คงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องเร่งเจรจาทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ เพื่อคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและช่องทางเข้าลงทุนอย่างเสรีในตลาดสหรัฐฯ โดยอาจต้องแลกกับการเปิดตลาดให้กับสินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงตลาด สินค้าการเกษตร ท่าทีของญี่ปุ่นนั้นโอนอ่อนให้สหรัฐฯอยู่มาก เช่น เมื่อเร็วๆนี้ ได้ยอมให้มีการนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐฯแล้วหลังจากที่ญี่ปุ่นแบนเนื้อวัวจากสหรัฐฯมายาวนานหลายปี เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการให้สหรัฐฯยกเว้นการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ให้ญี่ปุ่นนั่นเอง
ถามว่าเพราะอะไรเรื่องนี้จึงสำคัญต่อญี่ปุ่นนัก รายงานการ วิเคราะห์จากธนาคารโกลด์แมน ซากส์ ระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลัง อยู่ในภาวะชะลอตัว ปัจจัยภายในประเทศคือการขึ้นภาษีการขายจาก 8% เป็น 10% ซึ่งจะมีผลในเดือนตุลาคมศกนี้ ทำให้เชื่อว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะแผ่วกำลังลง ดังนั้น หากปัจจัยภายนอกคือสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบจากญี่ปุ่นเพียงแค่ 10% (สหรัฐฯขู่ขึ้นได้ถึง 25%) นั่นก็จะมีผลทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของ ญี่ปุ่นหดตัวลงได้มากกว่า 0.2% ทำให้เชื่อว่า ทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะมีข่าวดีเรื่องการทำข้อตกลงการค้าเสรีหรือความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจได้ภายในเร็ววันนี้
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3474 ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2562






