
สัญญาณความป่วนลั่นแล้ว ตลาดหุ้นร่วงระนาว ลุ้นคณะเจรจาจีนฝ่าทางตัน
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (6 พ.ค.) จากความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้ารอบใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ทวีตข้อความเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 พ.ค.) ขู่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากระดับ 10% ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ (10 พ.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,438.48 จุด ลดลง 66.47 จุด หรือลบ 0.25% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,123.29 จุด ลดลง 40.71 จุด หรือลบ 0.50% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,932.47 จุด ลดลง 13.17 จุด หรือลบ 0.45%
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศร่วงลงตามกัน โดยหุ้นโบอิ้งร่วงลง 1.37% หุ้นบริษัทแคทเธอร์พิลลาร์ดิ่งลง 1.65% หุ้นยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ ลดลง 1.01% รวมทั้งดัชนีหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิปร่วงลง 1.7%
ดัชนีดาวโจนส์เปิดร่วงลงหนักและเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% ปลายสัปดาห์นี้ (10 พ.ค.) จากเดิมที่ระดับ 10% เนื่องจากการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ มีความคืบหน้า "ช้ากว่าที่ควร" พร้อมระบุว่า จะมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนวงเงินอีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์ในอัตรา 25% ในเร็วๆนี้
โรเบิร์ท ไลท์ไฮเซอร์ หลิว เหอ
นายโรเบิร์ท ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ยืนยันว่า สหรัฐฯจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากระดับ 10% ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ เวลา 12.01 น.ตามเวลาสหรัฐฯ โดยเขายังคงคาดหวังว่านายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีนซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายจีน จะเดินทางมายังกรุงวอชิงตันเพื่อเจรจาการค้ากับสหรัฐในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์นี้ตามกำหนดเดิม เพื่อหาทางยุติสงครามการค้าระหว่างทั้งสองฝ่าย
ท่าทีดุเดือดของประธานาธิบดีทรัมป์ล่าสุดนี้ เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อคณะเจรจาฝ่ายจีนโดยตรง หวังผลเร่งจีนให้รีบบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ เขาไม่เพียงประกาศจะขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 200,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ แต่ยังขู่เพิ่มว่าตั้งเป้าจะปรับเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกหลายแสนล้านดอลลาร์หลังจากนี้
นักลงทุนยังคงมีความหวังว่า สหรัฐฯและจีนจะบรรลุข้อตกลงกันได้ในที่สุด นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนในระหว่างวันหลังจาก นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯจะพิจารณาทบทวนมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนหากการเจรจาดำเนินไปด้วยดี และเขาหวังว่าการเจรจาจะกลับเข้ามาสู่ลู่ทางที่ควรเป็น เพราะทั้งสองฝ่ายเจรจากันมาได้เรียบร้อยดีราว 90% แล้ว แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ยังเป็นปัญหาอยู่ และมีความคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเคลียร์ปัญหาดังกล่าวได้ในการเจรจาช่วงปลายสัปดาห์นี้
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯให้ความเห็นว่า สาเหตุที่สหรัฐฯต้องพิจารณาใช้มาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกครั้งเป็นเพราะท่าทีของคณะเจรจาฝ่ายจีนล่าสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าจีนไม่ยึดมั่นต่อสิ่งที่สัญญากันไว้ นายโรเบิร์ท ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯถึงกับใช้คำว่า “พันธสัญญาที่ผุกร่อน” มาจากฝ่ายจีน และ “ความพยายามของจีนที่จะรื้อการเจรจาใหม่นั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ในมุมมองของเรา มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระที่คุยกันไว้ และเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ผมอยากจะใช้คำว่านี่คือการ “สับปลับ” ต่อพันธะสัญญา” ยูเอสทีอาร์กล่าว แต่ทั้งเขาและรัฐมนตรีคลังก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่า สิ่งที่จีนต้องการจะเปลี่ยนแปลงนั้นคือในประเด็นอะไร
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯเปิดเผยว่า การเจรจาจะยังคงดำเนินต่อไป แต่คณะของฝ่ายจีนอาจจะเล็กลง จากเดิมที่เคยวางแผนไว้ว่าคณะของจีนจะเป็นคณะใหญ่ที่มีถึง 100 คน นอกจากนี้ ยังไม่แน่ว่าเมื่อเป็นคณะเล็กลงแล้ว นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีน จะเป็นผู้นำคณะมาด้วยตัวเองหรือไม่
สื่อต่างประเทศรายงานว่า ยังมีความคาดหวังว่านายหลิว เหอ จะนำคณะเจรจามาเยือนสหรัฐฯตามกำหนดเดิม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็นับเป็น “สัญญาณที่ดี” เพราะนักลงทุนต่างจับตามองว่า ถ้าเขามาก็แปลว่ายังมีความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะพยายามหาทางเจรจาเพื่อทำข้อตกลงกันจนได้เนื่องจากนายหลิว เหอ นั้นเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเต็มในการเจรจามาจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยตรง แต่หากนายหลิว เหอ ไม่มา นั่นก็ตีความได้ว่าสหรัฐฯคงขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนจาก 10% เป็น 25% วงเงิน 200,000 ล้านดอลลาร์ตามที่ขู่เอาไว้ปลายสัปดาห์นี้






