
"เศรษฐกิจจีน" ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 28 ปี!!
เศรษฐกิจจีนขยายตัว 6.6% ในปี 2561 ชะลอลงค่อนข้างรวดเร็วจากปี 2560 ที่เติบโตในอัตรา 6.8% โดยโมเมนตัมของเศรษฐกิจจีนให้สัญญาณอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2561 ที่เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 6.4% อันเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 28 ปี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า เศรษฐกิจจีนไตรมาส 4/2561 เติบโตชะลอลงที่อัตรา 6.4% (YoY) จากประเด็นทางด้านสงครามการค้าที่ยังไม่มีความแน่นอน พัฒนาการทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ให้สัญญาณถึงโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนเติบโตได้เพียง 4.3% เทียบกับ 11.1% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงผลกระทบจากสงครามการค้าที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น อันส่งผลต่อเนื่องไปยังความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจให้ลดลงและกลับมาหดตัว (-)1.8% ในเดือน พ.ย. 2561 เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี แม้ว่าทางการจีนจะพยายามใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่หลากหลายในการประคองเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น การอัดฉีดสภาพคล่องผ่านสถาบันการเงิน รวมถึงผ่อนคลายการกำกับการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M1) ที่เติบโตชะลอลงจนเท่ากับ 1.5% ในเดือน ธ.ค. 2561 สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลเชิงนโยบายการเงินที่เผชิญกับข้อจำกัดที่มากขึ้น และสภาพคล่องที่ทางการอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจน่าจะเป็นเพียงการรักษาต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่ไม่เพิ่มขึ้น ทว่าไม่น่าจะเอื้อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ ยังเห็นการชะลอตัวของจีดีพีภาคบริการ (Tertiary Industry) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงอุปสงค์ในประเทศที่เริ่มมีทิศทางชะลอลงอีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับเศรษฐกิจจีนในปี 2562 คาดว่าจะชะลอในอัตราเร่งจากผลของสงครามการค้าที่จะชัดเจนมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2562 จะเติบโตในกรอบ 6.0-6.4% ขณะที่ ทางการจีนคงเผชิญโจทย์ที่ท้าทายในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ตลอดจนความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้
➣ ปัจจัยลบจากต่างประเทศ
แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2562 คงจะเผชิญกับปัจจัยลบมากขึ้น โดยเฉพาะจากต่างประเทศ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของจีนน่าจะชะลอสู่ระดับ 3.0-5.0% ในปี 2562 เทียบกับการขยายตัว 9.9% ในปี 2561 และจะส่งผ่านผลกระทบไปยังการลงทุนของภาคเอกชนของจีนที่จะชะลอลงตาม จากแรงกดดันของคำสั่งซื้อที่ชะลอลง กอปรกับภาระหนี้ภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ทางการจีนน่าจะยังคงนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้นในปี 2562 เพื่อประคองเศรษฐกิจให้อยู่ในกรอบเป้าหมายการเติบโต 6.0-6.5% ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนคงชะลอลงสู่ระดับ 6.0-6.4% (ค่ากลางเท่ากับ 6.2%) โดยหากการเจรจาทางด้านการค้าสามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจจีนน่าจะขยายตัวเข้าใกล้กรอบบนของประมาณการ
สำหรับประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ คงเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความไม่แน่นอนและกดดันให้เศรษฐกิจจีนชะลอลงต่อในระยะต่อไป ขณะที่ การเจรจาในการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะได้ข้อสรุป ทั้งนี้ แม้ว่าจีนและสหรัฐฯ จะมีความพยายามในการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงทางการค้าให้ทันในวันที่ 2 มี.ค. 2562 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้ามูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ จากระดับ 10% สู่ระดับ 25% รวมทั้งความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติม แต่โอกาสไม่มากนักที่จีนและสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงการค้าในระยะสั้น เนื่องจากจุดมุ่งหมายในการเจรจามีความซับซ้อนมากกว่าประเด็นทางการค้า อย่างไรก็ดี คาดว่าด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯ และจีน ที่จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในปีนี้ จะทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย บรรลุข้อตกลงกันได้ภายในปี 2562
➣ ปัจจัยลบภายในประเทศ
นอกจากนี้ ระดับหนี้ของจีนที่แตะระดับสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะหนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มตัวเร่งขึ้นอีกครั้ง อาจเพิ่มความท้าทายให้กับทางการจีนในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยระดับหนี้โดยรวมของประเทศจีนในช่วงไตรมาส 3/2561 ขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้นสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี หลัก ๆ จากการเร่งขึ้นของหนี้ภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน) ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 โดยสัดส่วนของหนี้ภาคธุรกิจของจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ของจีดีพีจากระดับ 149.6% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2560 เป็นระดับ 157.1% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2561 ขณะที่ หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 48.0% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2560 เป็นระดับ 51.0% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2561 ทั้งนี้ คงต้องจับตาสถานการณ์หนี้ของภาคธุรกิจจีนอย่างใกล้ชิดในปี 2562 เนื่องการปรับเพิ่มขึ้นของหนี้ดังกล่าวจะยิ่งเป็นแรงกดดันต่อภาระหนี้ภาคธุรกิจให้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเติบโตของผลกำไรของภาคธุรกิจที่ลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ สภาพคล่องของภาคธุรกิจที่คงจะเป็นประเด็นมากขึ้นในปี 2562 อาจจะเป็นปัจจัยกดดันให้ธุรกิจไม่มีการลงทุน รวมไปถึงความเสี่ยงในการลดการจ้างงานในระยะข้างหน้า
ทางการจีน คงจะพิจารณาในการเพิ่มบทบาทของการใช้นโยบายการคลังในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจเป็นหลัก เพิ่มเติมจากการดำเนินโยบายการเงินผ่อนคลายที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง
มาตรการด้านการคลัง โดยเฉพาะการปรับลดภาษีคงเป็นเครื่องมือหลักที่ทางการจีนใช้สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2562 เนื่องจากภาคครัวเรือนจีนยังมีศักยภาพในการใช้จ่ายและไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อพิพาททางการค้า ทำให้ทางการจีนคงเลือกที่จะออกมาตรการสนับสนุนภาคการบริโภคเพิ่มเติม ผ่านมาตรการปรับลดภาษีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการปรับลดอัตราภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อันเป็นการเพิ่มระดับรายได้แท้จริงของครัวเรือนและจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2562 นอกเหนือจากการเพิ่มบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นในการขับเคลื่อนแรงกระตุ้นทางการคลัง ผ่านการผ่อนคลายโควต้าในการระดมทุนในรัฐบาลท้องถิ่นที่ถูกจำกัดในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งเร่งกระบวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะช่วยให้รักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีนไม่ให้ชะลอลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป
มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องจะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจให้คงที่ ทั้งนี้ ทางการจีนคงจะปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยกู้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น อย่างไรก็ดี ทางการจีนน่าจะยังคงหลีกเลี่ยงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากอาจสร้างแรงกดดันต่อการอ่อนค่าของเงินหยวน และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินจีนในระยะยาว แม้ว่าการชะลอลงของระดับเงินเฟ้อและดัชนีราคาผู้ผลิตคงเป็นตัวบ่งชี้ถึงช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายที่ยังเหลืออยู่ก็ตาม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า เศรษฐกิจจีนไตรมาส 4/2561 เติบโตชะลอลงที่อัตรา 6.4% (YoY) จากประเด็นทางด้านสงครามการค้าที่ยังไม่มีความแน่นอน พัฒนาการทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ให้สัญญาณถึงโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนเติบโตได้เพียง 4.3% เทียบกับ 11.1% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงผลกระทบจากสงครามการค้าที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น อันส่งผลต่อเนื่องไปยังความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจให้ลดลงและกลับมาหดตัว (-)1.8% ในเดือน พ.ย. 2561 เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี แม้ว่าทางการจีนจะพยายามใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่หลากหลายในการประคองเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น การอัดฉีดสภาพคล่องผ่านสถาบันการเงิน รวมถึงผ่อนคลายการกำกับการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M1) ที่เติบโตชะลอลงจนเท่ากับ 1.5% ในเดือน ธ.ค. 2561 สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลเชิงนโยบายการเงินที่เผชิญกับข้อจำกัดที่มากขึ้น และสภาพคล่องที่ทางการอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจน่าจะเป็นเพียงการรักษาต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่ไม่เพิ่มขึ้น ทว่าไม่น่าจะเอื้อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ ยังเห็นการชะลอตัวของจีดีพีภาคบริการ (Tertiary Industry) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงอุปสงค์ในประเทศที่เริ่มมีทิศทางชะลอลงอีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับเศรษฐกิจจีนในปี 2562 คาดว่าจะชะลอในอัตราเร่งจากผลของสงครามการค้าที่จะชัดเจนมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2562 จะเติบโตในกรอบ 6.0-6.4% ขณะที่ ทางการจีนคงเผชิญโจทย์ที่ท้าทายในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ตลอดจนความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้
➣ ปัจจัยลบจากต่างประเทศ
แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2562 คงจะเผชิญกับปัจจัยลบมากขึ้น โดยเฉพาะจากต่างประเทศ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของจีนน่าจะชะลอสู่ระดับ 3.0-5.0% ในปี 2562 เทียบกับการขยายตัว 9.9% ในปี 2561 และจะส่งผ่านผลกระทบไปยังการลงทุนของภาคเอกชนของจีนที่จะชะลอลงตาม จากแรงกดดันของคำสั่งซื้อที่ชะลอลง กอปรกับภาระหนี้ภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ทางการจีนน่าจะยังคงนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้นในปี 2562 เพื่อประคองเศรษฐกิจให้อยู่ในกรอบเป้าหมายการเติบโต 6.0-6.5% ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนคงชะลอลงสู่ระดับ 6.0-6.4% (ค่ากลางเท่ากับ 6.2%) โดยหากการเจรจาทางด้านการค้าสามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจจีนน่าจะขยายตัวเข้าใกล้กรอบบนของประมาณการ
สำหรับประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ คงเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความไม่แน่นอนและกดดันให้เศรษฐกิจจีนชะลอลงต่อในระยะต่อไป ขณะที่ การเจรจาในการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะได้ข้อสรุป ทั้งนี้ แม้ว่าจีนและสหรัฐฯ จะมีความพยายามในการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงทางการค้าให้ทันในวันที่ 2 มี.ค. 2562 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้ามูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ จากระดับ 10% สู่ระดับ 25% รวมทั้งความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติม แต่โอกาสไม่มากนักที่จีนและสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงการค้าในระยะสั้น เนื่องจากจุดมุ่งหมายในการเจรจามีความซับซ้อนมากกว่าประเด็นทางการค้า อย่างไรก็ดี คาดว่าด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯ และจีน ที่จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในปีนี้ จะทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย บรรลุข้อตกลงกันได้ภายในปี 2562
➣ ปัจจัยลบภายในประเทศ
นอกจากนี้ ระดับหนี้ของจีนที่แตะระดับสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะหนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มตัวเร่งขึ้นอีกครั้ง อาจเพิ่มความท้าทายให้กับทางการจีนในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยระดับหนี้โดยรวมของประเทศจีนในช่วงไตรมาส 3/2561 ขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้นสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี หลัก ๆ จากการเร่งขึ้นของหนี้ภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน) ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 โดยสัดส่วนของหนี้ภาคธุรกิจของจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ของจีดีพีจากระดับ 149.6% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2560 เป็นระดับ 157.1% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2561 ขณะที่ หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 48.0% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2560 เป็นระดับ 51.0% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 3/2561 ทั้งนี้ คงต้องจับตาสถานการณ์หนี้ของภาคธุรกิจจีนอย่างใกล้ชิดในปี 2562 เนื่องการปรับเพิ่มขึ้นของหนี้ดังกล่าวจะยิ่งเป็นแรงกดดันต่อภาระหนี้ภาคธุรกิจให้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเติบโตของผลกำไรของภาคธุรกิจที่ลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ สภาพคล่องของภาคธุรกิจที่คงจะเป็นประเด็นมากขึ้นในปี 2562 อาจจะเป็นปัจจัยกดดันให้ธุรกิจไม่มีการลงทุน รวมไปถึงความเสี่ยงในการลดการจ้างงานในระยะข้างหน้า
ทางการจีน คงจะพิจารณาในการเพิ่มบทบาทของการใช้นโยบายการคลังในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจเป็นหลัก เพิ่มเติมจากการดำเนินโยบายการเงินผ่อนคลายที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง
มาตรการด้านการคลัง โดยเฉพาะการปรับลดภาษีคงเป็นเครื่องมือหลักที่ทางการจีนใช้สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2562 เนื่องจากภาคครัวเรือนจีนยังมีศักยภาพในการใช้จ่ายและไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อพิพาททางการค้า ทำให้ทางการจีนคงเลือกที่จะออกมาตรการสนับสนุนภาคการบริโภคเพิ่มเติม ผ่านมาตรการปรับลดภาษีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการปรับลดอัตราภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อันเป็นการเพิ่มระดับรายได้แท้จริงของครัวเรือนและจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2562 นอกเหนือจากการเพิ่มบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นในการขับเคลื่อนแรงกระตุ้นทางการคลัง ผ่านการผ่อนคลายโควต้าในการระดมทุนในรัฐบาลท้องถิ่นที่ถูกจำกัดในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งเร่งกระบวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะช่วยให้รักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีนไม่ให้ชะลอลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป
มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องจะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจให้คงที่ ทั้งนี้ ทางการจีนคงจะปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยกู้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น อย่างไรก็ดี ทางการจีนน่าจะยังคงหลีกเลี่ยงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากอาจสร้างแรงกดดันต่อการอ่อนค่าของเงินหยวน และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินจีนในระยะยาว แม้ว่าการชะลอลงของระดับเงินเฟ้อและดัชนีราคาผู้ผลิตคงเป็นตัวบ่งชี้ถึงช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายที่ยังเหลืออยู่ก็ตาม






