
‘ไซปรัส’ ฟื้นเศรษฐกิจสำเร็จ พ้นโครงการรับเงินช่วยเหลือ
ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซนรับรองการออกจากโครงการรับเงินช่วยเหลือของไซปรัส หลังไซปรัสอยู่ในโครงการดังกล่าวมาเป็นเวลา 3 ปี ส่งผลให้ในเวลานี้มีเพียงกรีซเป็นสมาชิกยูโรโซนเพียงประเทศเดียวที่ต้องรับเงินช่วยเหลือจากยุโรปและไอเอ็มเอฟ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไซปรัสตัดสินใจยุติโครงการรับเงินช่วยเหลือวงเงิน 1 หมื่นล้านยูโร หลังจากกู้ยืมไปใช้เพียง 7.3 พันล้านยูโร พร้อมกับเศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตและสามารถเข้าถึงตลาดพันธบัตรได้อีกครั้ง แถลงการณ์ร่วมของกลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซน ซึ่งเปิดเผยหลังการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ในช่วงต้นสัปดาห์ ระบุว่า ยูโรโซนสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลไซปรัสในการออกจากโครงการรับเงินช่วยเหลือโดยไม่ต้องมีการสนับสนุนด้านเงินกู้ต่อไป
รัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต่างออกมาแสดงความยินดีกับการออกจากโครงการเงินช่วยเหลือและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไซปรัส "เวลานี้ไซปรัสสามารถระดมเงินทุนได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งการปฏิรูปด้านการเงิน การคลัง และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไซปรัสได้ดำเนินการมานั้นได้ช่วยให้ประเทศกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยรวมแล้วทางการไซปรัสทำงานได้อย่างดีเยี่ยม" นายเยอรอน ไดจ์เซลบลอม รัฐมนตรีคลังเนเธอร์แลนด์ในฐานะประธานกลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซนกล่าว
ด้านนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการใหญ่ของไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า โครงการเงินช่วยเหลือนำมาซึ่งการพลิกฟื้นเศรษฐกิจอย่างยอดเยี่ยมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเวลานี้ระบบธนาคารของไซปรัสอยู่บนรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้นและมีการบริหารจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่สถานะทางการคลังฟื้นตัวกลับสู่ความมีเสถียรภาพ และหนี้สาธารณะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ไซปรัสกลายมาเป็นประเทศที่ 5 ในยูโรโซนต่อจากกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ที่ต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากยุโรปและไอเอ็มเอฟเมื่อเดือนมีนาคม 2556 หลังจากระบบธนาคารของประเทศเผชิญความเสี่ยงที่จะล่ม โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการถือครองหนี้ของกรีซเป็นจำนวนมาก
นายเยอรอน ไดจ์เซลบลอมกล่าวว่า โครงการเงินช่วยเหลือของไซปรัสจะสิ้นสุดอย่างเป็นทางการสิ้นเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม แม้ไซปรัสจะไม่จำเป็นต้องรับเงินกู้แล้ว แต่ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรได้เรียกร้องให้รัฐบาลไซปรัสเดินหน้าตามเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือข้อสุดท้ายที่เหลืออยู่ นั่นคือการแปรรูปหน่วยงานโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งที่ประชุมเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ด้านนายแฮร์ริส จอร์จิอาเดส รัฐมนตรีคลังของไซปรัส กล่าวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว แสดงความเชื่อมั่นว่า ไซปรัสจะรักษาสถานภาพการเข้าถึงตลาดพันธบัตรเอาไว้ได้ โดยรัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไปอย่างจริงจัง
หลังจากไซปรัสออกจากโครงการเงินช่วยเหลือแล้ว จะทำให้กรีซเป็นเพียงประเทศเดียวในยูโรโซนที่ยังต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอก โดยนายเยอรอน ไดจ์เซลบลอมกล่าวว่า ฝ่ายกรีซและเจ้าหนี้มีจุดยืนร่วมกันมากเพียงพอที่จะเดินหน้าโครงการเงินช่วยเหลือต่อไป หลังจากหยุดชะงักไปเมื่อเดือนก่อน แต่เตือนว่า กรีซจะต้องดำเนินมาตรการปฏิรูปเพิ่มมากขึ้นถ้าจะผ่านการประเมินรอบแรก
แม้รัฐบาลกรีซจะดำเนินการปฏิรูปตามเงื่อนไขส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเสนอแผนการปฏิรูประบบบำนาญที่สร้างความพึงพอใจให้กับเจ้าหนี้ว่าจะช่วยลดการขาดดุลลงได้ตามแนวทางที่วางไว้เมื่อปีก่อน ทั้งนี้ กรีซจะต้องผ่านการประเมินเพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือก้อนต่อไปสำหรับนำไปชำระหนี้และเปิดโอกาสให้มีการเริ่มต้นการเจรจาการลดภาระหนี้ โดยกำหนดชำระหนี้ครั้งสำคัญครั้งต่อไปของกรีซคือการชำระหนี้ให้ธนาคารกลางยุโรปในเดือนกรกฎาคม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,138 วันที่ 10 - 12 มีนาคม พ.ศ. 2559
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไซปรัสตัดสินใจยุติโครงการรับเงินช่วยเหลือวงเงิน 1 หมื่นล้านยูโร หลังจากกู้ยืมไปใช้เพียง 7.3 พันล้านยูโร พร้อมกับเศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตและสามารถเข้าถึงตลาดพันธบัตรได้อีกครั้ง แถลงการณ์ร่วมของกลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซน ซึ่งเปิดเผยหลังการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ในช่วงต้นสัปดาห์ ระบุว่า ยูโรโซนสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลไซปรัสในการออกจากโครงการรับเงินช่วยเหลือโดยไม่ต้องมีการสนับสนุนด้านเงินกู้ต่อไป
รัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต่างออกมาแสดงความยินดีกับการออกจากโครงการเงินช่วยเหลือและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไซปรัส "เวลานี้ไซปรัสสามารถระดมเงินทุนได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งการปฏิรูปด้านการเงิน การคลัง และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไซปรัสได้ดำเนินการมานั้นได้ช่วยให้ประเทศกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยรวมแล้วทางการไซปรัสทำงานได้อย่างดีเยี่ยม" นายเยอรอน ไดจ์เซลบลอม รัฐมนตรีคลังเนเธอร์แลนด์ในฐานะประธานกลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซนกล่าว
ด้านนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการใหญ่ของไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า โครงการเงินช่วยเหลือนำมาซึ่งการพลิกฟื้นเศรษฐกิจอย่างยอดเยี่ยมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเวลานี้ระบบธนาคารของไซปรัสอยู่บนรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้นและมีการบริหารจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่สถานะทางการคลังฟื้นตัวกลับสู่ความมีเสถียรภาพ และหนี้สาธารณะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ไซปรัสกลายมาเป็นประเทศที่ 5 ในยูโรโซนต่อจากกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ที่ต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากยุโรปและไอเอ็มเอฟเมื่อเดือนมีนาคม 2556 หลังจากระบบธนาคารของประเทศเผชิญความเสี่ยงที่จะล่ม โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการถือครองหนี้ของกรีซเป็นจำนวนมาก
นายเยอรอน ไดจ์เซลบลอมกล่าวว่า โครงการเงินช่วยเหลือของไซปรัสจะสิ้นสุดอย่างเป็นทางการสิ้นเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม แม้ไซปรัสจะไม่จำเป็นต้องรับเงินกู้แล้ว แต่ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรได้เรียกร้องให้รัฐบาลไซปรัสเดินหน้าตามเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือข้อสุดท้ายที่เหลืออยู่ นั่นคือการแปรรูปหน่วยงานโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งที่ประชุมเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ด้านนายแฮร์ริส จอร์จิอาเดส รัฐมนตรีคลังของไซปรัส กล่าวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว แสดงความเชื่อมั่นว่า ไซปรัสจะรักษาสถานภาพการเข้าถึงตลาดพันธบัตรเอาไว้ได้ โดยรัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไปอย่างจริงจัง
หลังจากไซปรัสออกจากโครงการเงินช่วยเหลือแล้ว จะทำให้กรีซเป็นเพียงประเทศเดียวในยูโรโซนที่ยังต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอก โดยนายเยอรอน ไดจ์เซลบลอมกล่าวว่า ฝ่ายกรีซและเจ้าหนี้มีจุดยืนร่วมกันมากเพียงพอที่จะเดินหน้าโครงการเงินช่วยเหลือต่อไป หลังจากหยุดชะงักไปเมื่อเดือนก่อน แต่เตือนว่า กรีซจะต้องดำเนินมาตรการปฏิรูปเพิ่มมากขึ้นถ้าจะผ่านการประเมินรอบแรก
แม้รัฐบาลกรีซจะดำเนินการปฏิรูปตามเงื่อนไขส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเสนอแผนการปฏิรูประบบบำนาญที่สร้างความพึงพอใจให้กับเจ้าหนี้ว่าจะช่วยลดการขาดดุลลงได้ตามแนวทางที่วางไว้เมื่อปีก่อน ทั้งนี้ กรีซจะต้องผ่านการประเมินเพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือก้อนต่อไปสำหรับนำไปชำระหนี้และเปิดโอกาสให้มีการเริ่มต้นการเจรจาการลดภาระหนี้ โดยกำหนดชำระหนี้ครั้งสำคัญครั้งต่อไปของกรีซคือการชำระหนี้ให้ธนาคารกลางยุโรปในเดือนกรกฎาคม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,138 วันที่ 10 - 12 มีนาคม พ.ศ. 2559






