
เมื่อลมเปลี่ยนทิศ พันธมิตรเปลี่ยนขั้ว จีน-รัสเซีย-ญี่ปุ่น จับมือต้านมะกันอันตราย
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนไม่เพียงสร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นในตลาดเงินและตลาดทุนระดับโลก แต่ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนขั้วความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยประเทศที่ถูกกดดันและผลักไสจากสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มจะหันหน้าเข้าร่วมมือและจับกลุ่มกันมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
โดยจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่สหรัฐฯภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พุ่งเป้ากดดันเป็นประเทศแรก เนื่องจากเป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯมากที่สุด และปัจจุบันก็เผชิญหน้าทางการค้ากันอย่างเต็มรูปแบบพร้อมกับการประกาศตั้งกำแพงภาษีอย่างเป็นทางการกันไปแล้ว 2 ครั้ง รวมวงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์ และกำลังฮึ่มๆ พร้อมขึ้นภาษีกันอีกในรอบที่ 3 ซึ่งครั้งนี้วงเงิน 200,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ทั้งโลกต้องจับตามองด้วยความหวาดหวั่น (แม้ว่าบางส่วนจะเห็นว่าเป็นโอกาสก็ตาม) จากท่าทีของผู้นำสหรัฐฯที่ต้องการกดดันจีนแบบไร้การประนีประนอม ทำให้จีนเองต้องรีบจับมือหาพันธมิตรสร้างแนวร่วมใหม่เพื่อคานอำนาจกับสหรัฐฯเช่นกัน และในช่วง 1-2 สัปดาห์มานี้ พันธมิตรใหม่ของจีนที่โดดเด่นที่สุดและน่าจับตามากที่สุด ก็เห็นจะได้แก่ การจับคู่ระหว่างจีนและรัสเซีย กับจีนและญี่ปุ่น
จีน-รัสเซียผุดโครงการลงทุน
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเดินทางเยือนรัสเซียเพื่อร่วมการประชุมระดับซัมมิทที่เมืองวลาดิวอสต็อกเป็นภาพหนึ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น แต่อีกภาพสำคัญที่ช่วยตอกยํ้าคือ ต้นเดือนกันยายนนี้ ธุรกิจเอกชนของจีนและรัสเซียได้จัดคณะเยือนและเจรจาธุรกิจกัน ทำให้เกิดการจับคู่ร่วมลงทุนกันถึง 73 โครงการด้วยกัน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.3 ล้านล้านบาท และขณะนี้มี 7 โครงการร่วมทุน มูลค่ารวม 4,600 ล้านดอลลาร์ ที่ได้เริ่มเดินหน้าโครงการแล้ว แม้ว่าในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมด้วยกัน จะลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้เป็นมิตรที่มีความสัมพันธ์ราบรื่น แต่เป็นที่สังเกตว่าในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความพยายามจากทั้ง 2 ฝ่ายที่จะสานสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งคู่ต้องมาตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยรัสเซียเองนั้นโดนแซงก์ชันทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการเมือง ขณะที่จีนก็เจอกำแพงภาษีสกัดกั้นสินค้าส่งออกที่จะเข้าตลาดสหรัฐฯเข้าไปเต็มๆ
ทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาธุรกิจรัสเซียและจีน หรือ Russian-Chinese Business Advisory Committee ขึ้น ประกอบด้วยผู้แทนจากบริษัทเอกชนมากกว่า 150 ราย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทชั้นแนวหน้าของทั้ง 2 ประเทศ โดยต้นเดือนนี้คณะกรรมการดังกล่าวได้มีการจัดประชุมประจำปีขึ้นในระหว่างที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “อีสเทิร์น อีโคโนมิก ฟอรัม” ที่เมืองท่าวลาดิวอส ต็อก นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังมีกองทุนเพื่อการลงทุนรัสเซีย-จีน (RCIF) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยไชน่า อินเวสต์เมนต์ คอร์ปอเรชั่น ของรัฐบาลจีน และกองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัฐบาลรัสเซีย (Russian Direct Investment Fund) เพื่อเป็นกองทุนให้ความสนับสนุนทางด้านการเงินแก่โครงการร่วมทุนระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมลงทุนระหว่าง RCIF และ ทัส-โฮลดิ้งส์ (Tus-Holdings) ซึ่งเป็นกลุ่มการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน โดยโครงการร่วมทุนครั้งนี้จะมีมูลค่าถึง 1,280 ล้านดอลลาร์ เพื่อร่วมพัฒนาอุทยานนวัตกรรมเทคโนโลยี หรือ Technology Innovation Park ในเมืองทุสชิโนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย โครงการร่วมทุนเหล่านี้ไม่เพียงต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียที่มีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ยังเปิดโอกาสให้กับความร่วมมือใหม่ๆที่จะมีติดตามมาในอนาคต
อาเบะเยือนจีนฟื้นสัมพันธ์
ขณะที่สหรัฐฯถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) และยังขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ทำให้ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสหรัฐฯกับญี่ปุ่น เหมือนมีกำแพงขึ้นมากั้นอย่างปุบปับฉับพลัน สหรัฐฯเล็งกดดันญี่ปุ่นเป็นประเทศต่อไปหลังจากเปิดศึกอย่างโฉ่งฉ่างแล้วกับจีน สหภาพยุโรป (อียู) แคนาดา และเม็กซิโก (ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ) สัมพันธภาพที่ตั้งท่าร้าวฉาว กับสหรัฐฯ ช่างแตกต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้พบกันครั้งแรกในรอบหลายๆ ปีที่เวทีการประชุม Eastern Economic Forum ที่เมืองวลาดิวอสต็อกเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมาโดยมีรัสเซียเป็นเจ้าภาพ
[caption id="attachment_320328" align="aligncenter" width="503"]
จีนและญี่ปุ่นพบกันบนเวทีการประชุม Eastern Economic Forum ที่เมืองวลาดิวอสต็อก เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา[/caption]
จีนได้เชื้อเชิญนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนตุลาคม ซึ่งในเบื้องต้นนี้คาดว่าจะเป็นวันที่ 23 ตุลาคมซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีที่ทั้ง 2 ประเทศได้จัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพและสันติภาพระหว่างกัน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ไปเยือนจีนในช่วงสัปดาห์นี้แล้วเพื่อเตรียมการสำหรับการพบปะเจรจาครั้งสำคัญนี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนจีนโดยบุคคลระดับผู้นำรัฐบาลของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เป็นที่คาดหมายว่า ญี่ปุ่นจะใช้โอกาสนี้เยียวยาสัมพันธภาพกับจีนที่ไม่ค่อยราบรื่นนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเพิ่มความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ยังจะเตรียมการสำหรับการเชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เยือนญี่ปุ่นเป็นการตอบแทนในเดือนมิถุนายนปีหน้า
ซึ่งถ้าความสัมพันธ์ระหว่างจีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย ดีวันดีคืนจากความริเริ่มเหล่านี้ ก็เห็นทีจะต้องขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ทั้งกดทั้งดันให้ประเทศเหล่านี้ต้องหันมาจับมือกันมากกว่าที่เคยเป็นมา
............................................................................................................
รายงาน | หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,402 ระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2561
โดยจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่สหรัฐฯภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พุ่งเป้ากดดันเป็นประเทศแรก เนื่องจากเป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯมากที่สุด และปัจจุบันก็เผชิญหน้าทางการค้ากันอย่างเต็มรูปแบบพร้อมกับการประกาศตั้งกำแพงภาษีอย่างเป็นทางการกันไปแล้ว 2 ครั้ง รวมวงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์ และกำลังฮึ่มๆ พร้อมขึ้นภาษีกันอีกในรอบที่ 3 ซึ่งครั้งนี้วงเงิน 200,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ทั้งโลกต้องจับตามองด้วยความหวาดหวั่น (แม้ว่าบางส่วนจะเห็นว่าเป็นโอกาสก็ตาม) จากท่าทีของผู้นำสหรัฐฯที่ต้องการกดดันจีนแบบไร้การประนีประนอม ทำให้จีนเองต้องรีบจับมือหาพันธมิตรสร้างแนวร่วมใหม่เพื่อคานอำนาจกับสหรัฐฯเช่นกัน และในช่วง 1-2 สัปดาห์มานี้ พันธมิตรใหม่ของจีนที่โดดเด่นที่สุดและน่าจับตามากที่สุด ก็เห็นจะได้แก่ การจับคู่ระหว่างจีนและรัสเซีย กับจีนและญี่ปุ่น
จีน-รัสเซียผุดโครงการลงทุน
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเดินทางเยือนรัสเซียเพื่อร่วมการประชุมระดับซัมมิทที่เมืองวลาดิวอสต็อกเป็นภาพหนึ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น แต่อีกภาพสำคัญที่ช่วยตอกยํ้าคือ ต้นเดือนกันยายนนี้ ธุรกิจเอกชนของจีนและรัสเซียได้จัดคณะเยือนและเจรจาธุรกิจกัน ทำให้เกิดการจับคู่ร่วมลงทุนกันถึง 73 โครงการด้วยกัน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.3 ล้านล้านบาท และขณะนี้มี 7 โครงการร่วมทุน มูลค่ารวม 4,600 ล้านดอลลาร์ ที่ได้เริ่มเดินหน้าโครงการแล้ว แม้ว่าในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมด้วยกัน จะลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้เป็นมิตรที่มีความสัมพันธ์ราบรื่น แต่เป็นที่สังเกตว่าในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความพยายามจากทั้ง 2 ฝ่ายที่จะสานสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งคู่ต้องมาตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยรัสเซียเองนั้นโดนแซงก์ชันทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการเมือง ขณะที่จีนก็เจอกำแพงภาษีสกัดกั้นสินค้าส่งออกที่จะเข้าตลาดสหรัฐฯเข้าไปเต็มๆ
ทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาธุรกิจรัสเซียและจีน หรือ Russian-Chinese Business Advisory Committee ขึ้น ประกอบด้วยผู้แทนจากบริษัทเอกชนมากกว่า 150 ราย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทชั้นแนวหน้าของทั้ง 2 ประเทศ โดยต้นเดือนนี้คณะกรรมการดังกล่าวได้มีการจัดประชุมประจำปีขึ้นในระหว่างที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “อีสเทิร์น อีโคโนมิก ฟอรัม” ที่เมืองท่าวลาดิวอส ต็อก นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังมีกองทุนเพื่อการลงทุนรัสเซีย-จีน (RCIF) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยไชน่า อินเวสต์เมนต์ คอร์ปอเรชั่น ของรัฐบาลจีน และกองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัฐบาลรัสเซีย (Russian Direct Investment Fund) เพื่อเป็นกองทุนให้ความสนับสนุนทางด้านการเงินแก่โครงการร่วมทุนระหว่างทั้ง 2 ประเทศ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมลงทุนระหว่าง RCIF และ ทัส-โฮลดิ้งส์ (Tus-Holdings) ซึ่งเป็นกลุ่มการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน โดยโครงการร่วมทุนครั้งนี้จะมีมูลค่าถึง 1,280 ล้านดอลลาร์ เพื่อร่วมพัฒนาอุทยานนวัตกรรมเทคโนโลยี หรือ Technology Innovation Park ในเมืองทุสชิโนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย โครงการร่วมทุนเหล่านี้ไม่เพียงต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียที่มีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ยังเปิดโอกาสให้กับความร่วมมือใหม่ๆที่จะมีติดตามมาในอนาคต
อาเบะเยือนจีนฟื้นสัมพันธ์
ขณะที่สหรัฐฯถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) และยังขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ทำให้ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสหรัฐฯกับญี่ปุ่น เหมือนมีกำแพงขึ้นมากั้นอย่างปุบปับฉับพลัน สหรัฐฯเล็งกดดันญี่ปุ่นเป็นประเทศต่อไปหลังจากเปิดศึกอย่างโฉ่งฉ่างแล้วกับจีน สหภาพยุโรป (อียู) แคนาดา และเม็กซิโก (ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ) สัมพันธภาพที่ตั้งท่าร้าวฉาว กับสหรัฐฯ ช่างแตกต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้พบกันครั้งแรกในรอบหลายๆ ปีที่เวทีการประชุม Eastern Economic Forum ที่เมืองวลาดิวอสต็อกเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมาโดยมีรัสเซียเป็นเจ้าภาพ
[caption id="attachment_320328" align="aligncenter" width="503"]
จีนได้เชื้อเชิญนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนตุลาคม ซึ่งในเบื้องต้นนี้คาดว่าจะเป็นวันที่ 23 ตุลาคมซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีที่ทั้ง 2 ประเทศได้จัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพและสันติภาพระหว่างกัน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ไปเยือนจีนในช่วงสัปดาห์นี้แล้วเพื่อเตรียมการสำหรับการพบปะเจรจาครั้งสำคัญนี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนจีนโดยบุคคลระดับผู้นำรัฐบาลของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เป็นที่คาดหมายว่า ญี่ปุ่นจะใช้โอกาสนี้เยียวยาสัมพันธภาพกับจีนที่ไม่ค่อยราบรื่นนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเพิ่มความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ยังจะเตรียมการสำหรับการเชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เยือนญี่ปุ่นเป็นการตอบแทนในเดือนมิถุนายนปีหน้า
ซึ่งถ้าความสัมพันธ์ระหว่างจีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย ดีวันดีคืนจากความริเริ่มเหล่านี้ ก็เห็นทีจะต้องขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ทั้งกดทั้งดันให้ประเทศเหล่านี้ต้องหันมาจับมือกันมากกว่าที่เคยเป็นมา
............................................................................................................
รายงาน | หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,402 ระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2561






