
พลิกสังเวียนการแข่งขัน 2 บิ๊กชาติเอเชียเซ็น MOU ร่วมหนุนเอกชนบุกต่างแดน
จากภาพเดิมของการแข่งขันที่จีนและญี่ปุ่นบดเบียดกันอย่างสูสีเพื่อช่วงชิงชัยชนะในทุกๆโครงการประมูลสำคัญของภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงที่ทั้งสองฝ่ายมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในระดับโลก และเป็นโครงการระดับยุทธศาสตร์การพัฒนา ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างในหลายประเทศของเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรืออินเดีย
แต่นับจากนี้ไป เราจะได้เห็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่เอกชนจีนและญี่ปุ่นจับมือกันมาร่วมประมูลงานในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยได้รับความสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐของทั้ง 2 ฝ่าย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงนามใน บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอกชนของญี่ปุ่นและจีนในประเทศที่สาม (MOU on Japan-China Private Economic Cooperation in the Third Countries) ที่เพิ่งลงนามกันไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน(เมติ) ของญี่ปุ่น กับคณะกรรมการปฏิรูปและการพัฒนาแห่งชาติ (NDRC)และกระทรวงพาณิชย์ของจีน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบริบทในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพันธมิตรในโลกตะวันตกของญี่ปุ่นอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ทำให้สัมพันธภาพที่มีกับมิตรประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญในเอเชียอย่างญี่ปุ่นกระพร่องกะแพร่งไปมาก สะท้อนจากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯเมื่อเร็วๆ นี้ ที่สหรัฐฯยกเว้นให้หลายประเทศ แต่ญี่ปุ่นกลับไม่ได้รับการยกเว้นนั้น
อีกทั้งล่าสุดกรณี การที่ผู้นำสหรัฐฯออกคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ศึกษาว่าการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศนั้นมีผลคุกคามความมั่นคงภายในประเทศของสหรัฐฯหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ความวิตกกังวลว่าสหรัฐฯอาจจะตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้าอีกในอนาคตอันใกล้ และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นอีกเช่นกันที่จะได้รับผลกระทบหนัก บรรยากาศที่ไม่สดใสและคาดเดาได้ยาก (อันเป็นผลจากสไตล์การทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์) นับเป็นอีกปัจจัยผลักดันให้ญี่ปุ่นหันหาความร่วมมือและพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนมากยิ่งขึ้น โดยนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุชัดเจนในงานเลี้ยงรับรองนายหลี่ เค่อเฉียงเมื่อเร็วๆนี้ว่า “ทั้ง 2 ประเทศจะได้รับผลประโยชน์จากการร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขันกัน เองเพื่อช่วงชิงโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ”
พลังความร่วมมือที่ถูกจุดประกายขึ้นแล้วระหว่างจีนและญี่ปุ่นกำลังจะส่งผลต่อโครงการลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ จากการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ชี้ว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียมีความต้องการเม็ดเงินลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานประมาณปีละ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 54.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนมหาศาลที่ต้องการเม็ดเงินสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน การลงนามในเอ็มโอยูข้างต้นนับเป็นใบเบิกทางสู่การผนึกขุมพลังของจีนและญี่ปุ่นทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี และบุคลากรที่จะสนับสนุนความสำเร็จของโครงการ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยที่กำลังเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลากหลายโครงการด้วยเช่นกัน
“เจตนารมณ์ของบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับจีนในประเทศที่ 3 จะช่วยส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าในการพัฒนาเอเชียอย่างมหาศาล ประเทศไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือดังกล่าว และเชื่อมั่นว่าที่โครงการอีอีซีของไทยจะเป็นส่วนสำคัญในการนำความร่วมมือดังกล่าวสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” เลขาธิการอีอีซี กล่าวทิ้งท้าย
|รายงาน : พลิกสังเวียนการแข่งขัน 2 บิ๊กชาติเอเชียเซ็น MOU ร่วมหนุนเอกชนบุกต่างแดน
|เชกชั่น : เศรษฐกิจต่างประเทศ
|หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3371 ระหว่างวันที่ 3-6 มิ.ย.2561






