
เอดีบีเตรียมปรับประมาณการ เศรษฐกิจไทยโตเกินคาด
นายฮิเดอากิ อิวาซากิ ผู้อำนวยการธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประจำประเทศไทยคนใหม่ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสริมที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีหน้า ซึ่งเอดีบียอมรับว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมานั้น “แข็งแกร่งเกินคาด” จนทำให้เชื่อว่า ในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจครั้งหน้าที่จะเผยแพร่ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ น่าจะมีการปรับตัวเลขคาดการณ์เพิ่มขึ้นทั้งในปีนี้และปี 2561
++แนวโน้มดีแต่ยังมีความเสี่ยง
เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยนั้น ในระยะเร็วๆ นี้ ไทยมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น โดยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วในอัตราถึง 4.3% ก่อนหน้านี้เอดีบีเคยคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 น่าจะขยายตัวที่อัตรา 3.6% ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมทั้งจากอุปสงค์ตลาดโลกในภาพรวม ประกอบกับความแข็งแกร่งของธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย การฟื้นตัวของการส่งออกและภาคการเกษตร รวมทั้งภาคการก่อสร้างที่แม้ว่าการขยายตัวยังติดลบแต่ก็เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นแล้วเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ในการประเมินครั้งที่ผ่านมา เราคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้า (2561) จะขยายตัวที่อัตรา 3.6% แต่เมื่อพิจารณาจากเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นของไทยในไตรมาสล่าสุด ก็มีความเป็นไปได้ว่า ในการประเมินแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ (ที่จะเผยแพร่ในเดือนธันวาคมนี้) เอดีบีคงปรับตัวเลขคาดการณ์สูงขึ้นมากกว่า 3.6% สำหรับปีหน้า และน่าจะมากกว่า 3.5% สำหรับปีนี้
[caption id="attachment_236090" align="aligncenter" width="503"]
ฮิเดอากิ อิวาซากิ ผู้อำนวยการธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี)[/caption]
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความเสี่ยงในปีหน้ายังคงมีอยู่ เนื่องจากการขยายตัวที่แข็งแรงขึ้นนั้นส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์ของประเทศ อื่นๆ และเรื่องของอุปสงค์ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ก็ยังคงมีแนวโน้มของความไม่แน่นอน นอกจากนี้ โครงการลงทุนใหญ่ๆ โดยเฉพาะการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยนั้นพบว่ามีความล่าช้า ซึ่งนั่นก็จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ผมยังมองว่า อีกตัวแปรที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ก็คือ กระบวนการทางการเมืองของไทย เอง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่หลายโครงการ และยังอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุนและการตัดสินใจของพวกเขาทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง
++พร้อมหนุน 5 โครงการ
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมนั้น เอดีบีค่อนข้างจะมองไปในเชิงบวกสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ในระยะที่ผ่านมา ไทยมีความริเริ่มทางเศรษฐกิจหลายประการที่จะแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ประสบอยู่ หนึ่งในนั้นคือโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ต้องการจะยกระดับอีสเทิร์นซีบอร์ดไปสู่การเป็นระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ซึ่งเอดีบีมองว่าเป็นความริเริ่มที่ดี แม้ว่าความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการนี้จะต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกยาวนาน อีอีซีเป็นโครงการความริเริ่มที่สร้างจุดแข็งจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และต้องการจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยจากเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมที่พึ่งพาข้อมูลความรู้และเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น (knowledge-based economy) ผมมองว่า การที่ไทยริเริ่มโครงการนี้ขึ้นในช่วงเวลานี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นการเริ่มที่จะลงมือแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างที่ไทยเองเผชิญอยู่หรือกำลังจะต้องเผชิญในอนาคต
ส่วนโครงการที่เอดีบีจะให้การสนับสนุนประเทศไทยเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยนั้น เรามีหลากหลายโครงการที่กำลังคุยๆ กันอยู่ แต่โดยสรุปแล้วในระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี 2561-2563) เรามีอยู่ 5 โครงการด้วยกัน โดยในจำนวนนี้ 4 โครงการจะเป็นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งคมนาคม ซึ่ง 2 โครงการจะเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนระบบรางในกรุงเทพฯ (รถไฟฟ้า) อีก 2 โครงการเป็นเรื่องของรถไฟและสนามบิน เหล่านี้เป็นโครงการที่เอดีบีเล็งเห็นว่ามีความสำคัญ และจะเป็นโครงการที่ช่วยดึงดูดการลงทุนของต่างชาติเข้ามาสู่ประเทศไทย
นอกจากนี้ หากมีการให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริเวณที่ใกล้กับอีสเทิร์นซีบอร์ดก็จะช่วยส่งเสริมความพยายามของไทยที่จะยกระดับพื้นที่แถบนั้นให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ส่วนอีก 1 โครงการนั้น เป็นการให้ความสนับสนุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย ในการแก้ไขปัญหาการพัฒนาทักษะบุคลากรในประเทศไทย และสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับการสร้างสรรค์งานวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยเกื้อหนุนนโยบายของอีอีซีด้วยเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,318
วันที่ 30 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560
++แนวโน้มดีแต่ยังมีความเสี่ยง
เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยนั้น ในระยะเร็วๆ นี้ ไทยมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น โดยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วในอัตราถึง 4.3% ก่อนหน้านี้เอดีบีเคยคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 น่าจะขยายตัวที่อัตรา 3.6% ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมทั้งจากอุปสงค์ตลาดโลกในภาพรวม ประกอบกับความแข็งแกร่งของธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย การฟื้นตัวของการส่งออกและภาคการเกษตร รวมทั้งภาคการก่อสร้างที่แม้ว่าการขยายตัวยังติดลบแต่ก็เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นแล้วเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ในการประเมินครั้งที่ผ่านมา เราคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้า (2561) จะขยายตัวที่อัตรา 3.6% แต่เมื่อพิจารณาจากเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นของไทยในไตรมาสล่าสุด ก็มีความเป็นไปได้ว่า ในการประเมินแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ (ที่จะเผยแพร่ในเดือนธันวาคมนี้) เอดีบีคงปรับตัวเลขคาดการณ์สูงขึ้นมากกว่า 3.6% สำหรับปีหน้า และน่าจะมากกว่า 3.5% สำหรับปีนี้
[caption id="attachment_236090" align="aligncenter" width="503"]
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความเสี่ยงในปีหน้ายังคงมีอยู่ เนื่องจากการขยายตัวที่แข็งแรงขึ้นนั้นส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์ของประเทศ อื่นๆ และเรื่องของอุปสงค์ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ก็ยังคงมีแนวโน้มของความไม่แน่นอน นอกจากนี้ โครงการลงทุนใหญ่ๆ โดยเฉพาะการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยนั้นพบว่ามีความล่าช้า ซึ่งนั่นก็จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ผมยังมองว่า อีกตัวแปรที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ก็คือ กระบวนการทางการเมืองของไทย เอง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่หลายโครงการ และยังอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุนและการตัดสินใจของพวกเขาทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง
++พร้อมหนุน 5 โครงการ
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมนั้น เอดีบีค่อนข้างจะมองไปในเชิงบวกสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ในระยะที่ผ่านมา ไทยมีความริเริ่มทางเศรษฐกิจหลายประการที่จะแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ประสบอยู่ หนึ่งในนั้นคือโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ต้องการจะยกระดับอีสเทิร์นซีบอร์ดไปสู่การเป็นระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ซึ่งเอดีบีมองว่าเป็นความริเริ่มที่ดี แม้ว่าความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการนี้จะต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกยาวนาน อีอีซีเป็นโครงการความริเริ่มที่สร้างจุดแข็งจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และต้องการจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยจากเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมที่พึ่งพาข้อมูลความรู้และเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น (knowledge-based economy) ผมมองว่า การที่ไทยริเริ่มโครงการนี้ขึ้นในช่วงเวลานี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นการเริ่มที่จะลงมือแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างที่ไทยเองเผชิญอยู่หรือกำลังจะต้องเผชิญในอนาคต
นอกจากนี้ หากมีการให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริเวณที่ใกล้กับอีสเทิร์นซีบอร์ดก็จะช่วยส่งเสริมความพยายามของไทยที่จะยกระดับพื้นที่แถบนั้นให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ส่วนอีก 1 โครงการนั้น เป็นการให้ความสนับสนุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย ในการแก้ไขปัญหาการพัฒนาทักษะบุคลากรในประเทศไทย และสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับการสร้างสรรค์งานวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยเกื้อหนุนนโยบายของอีอีซีด้วยเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,318
วันที่ 30 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560






