thansettakij
thansettakij
เชือดเอกชนจีน-รัสเซียสมคบฟอกเงินโสมแดง

เชือดเอกชนจีน-รัสเซียสมคบฟอกเงินโสมแดง

30 ส.ค. 60 | 10:52 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ส.ค. 60 | 17:52 น.
สหรัฐอเมริกาประกาศควํ่าบาตร 10 บริษัทและ 6 บุคคลสัญชาติจีนและรัสเซียหลังสอบพบมีความเกี่ยวโยงกับการหาเงินสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธในเกาหลีเหนือ พร้อมหาทางอายัดเงินกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯของบริษัทเหล่านี้ที่สหรัฐฯถือว่ากระทำการละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซีอาร์) ที่ประกาศควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจเกาหลีเหนือมาก่อนหน้านี้แล้ว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯมีขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เป้าหมายเพื่อสร้างแรงกดดันและปิดกั้นท่อนํ้าเลี้ยงหรือเส้นทางรายได้ทุกช่องทางของเกาหลีเหนือที่อาจนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ เอกสารของอัยการสหรัฐฯระบุว่า มีเครือข่ายบริษัทสัญชาติจีนและรัสเซียที่ตั้งขึ้นมาบังหน้าเป็นจำนวนมาก เพื่อกระทำธุรกรรมทางการเงินแทนธนาคารเกาหลีเหนือ ซึ่งรวมถึงธนาคารเอฟทีบี (Foreign Trade Bank) ที่เป็นของรัฐบาล และนำไปสู่การฟอกเงินในกระบวนการลักลอบค้าถ่านหินและนํ้ามันของเกาหลีเหนืออันเป็นการขัดต่อมติควํ่าบาตรของยูเอ็น

tp12-3291-1 หนึ่งในบริษัทที่ถูกควํ่าบาตรโดยสหรัฐฯคือ เวลเมอร์ แมเนจเมนท์ และทรานส์แอตแลนติก พาร์ทเนอร์ส ที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ข้อหาฟอกเงินที่อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้กับธนาคารของเกาหลีเหนือที่ถูกควํ่าบาตรและตัดขาดจากระบบการเงินโลกไปแล้วก่อนหน้านี้ สำนวนฟ้องของอัยการสหรัฐฯระบุว่า ธนาคารเกาหลีเหนือมากกว่า 1 ราย ได้ใช้บริษัทนอมินีอย่างทรานส์แอตแลนติกเป็นตัวแทนในการชำระเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้กับบริษัท เวลเมอร์ฯ เพื่อชำระอีกทอดให้กับบริษัท เจเอสซีฯ ที่เป็นผู้ค้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสัญชาติรัสเซียและอยู่ในบัญชีดำของมติควํ่าบาตรด้วยเช่นกัน (เจเอสซีถูกกล่าวหาว่าขายผลิตภัณฑ์ปิโตร เลียมมูลค่ามาก กว่า 1 ล้านดอล ลาร์สหรัฐฯให้เกาหลีเหนือ)

การควํ่าบาตรบริษัทเอกชนต่างชาติที่เกี่ยวเนื่องกับเกาหลีเหนือครั้งล่าสุดนี้ มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งบรรดาบริษัทเงาที่ถูกตั้งขึ้นมาบังหน้าเพื่อทำธุรกรรมการเงินและการค้าแทนธนาคารหรือบริษัทเกาหลีเหนือ และเป็นการปิดกั้นช่องทางรายได้ของเกาหลีเหนือที่เชื่อว่าจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม จีนได้ออกมาคัดค้านมติของสหรัฐฯที่ลงโทษบริษัทจีน โดยเรียกมติดังกล่าวว่า เป็นพฤติกรรมที่ลุแก่อำนาจ เป็นความผิดพลาดที่ควรจะต้องได้รับการ “แก้ไขในทันที” เพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,291 วันที่ 27 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • World