
หวั่นมติยูเอ็นส่งผลเชิงลบ มาตรการคว่ำบาตรเติมเชื้อโสมแดง‘ดับเครื่องชน’
มติควํ่าบาตรเกาหลีเหนือเพิ่มเติมซึ่งประกาศโดยองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา(5 ส.ค.) นับเป็นบทลงโทษที่ถือว่ารุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่จะให้ผลลัพธ์เป็นอย่างที่นานาชาติรวมทั้งสหรัฐอเมริกาคาดหวังหรือไม่นั้นยังเป็นที่กังขา หลายฝ่ายมองว่าปฏิกิริยาตอบกลับจากผู้นำโสมแดงอาจยิ่งแรงกว่าเดิม
นางนิกกี้ เฮลีย์ เอกอัคร ราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำองค์การสหประชาชาติ เปิดเผยว่า มติล่าสุดที่มีขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือแสดงท่าทีที่คุกคามความปลอดภัยในภูมิภาคด้วยการทดสอบขีปนาวุธระยะไกลถึง 2 ครั้งด้วยกันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นมาตรการควํ่าบาตรขั้นแรงที่สุดเท่าที่ยูเอ็นเคยมีมติลงโทษประเทศใดๆในโลกในรอบชั่วอายุคน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า มติควํ่าบาตรเกาหลีเหนือเท่าที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ผลในเชิงบวกมากนัก ในทางกลับกัน เกาหลีเหนือกลับมีพฤติกรรมในเชิงยั่วยุมากขึ้นโดยยังคงมีการทดสอบขีปนาวุธทั้งระยะกลางและระยะไกลหลายครั้งด้วยกัน ทำให้เชื่อว่า มาตรการลงโทษของยูเอ็นครั้งล่าสุดนี้อาจทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือ มีมาตรการในเชิง “ดับเครื่องชน” ออกมามากขึ้นก็เป็นได้
นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังจับตาว่า จีน ซึ่งเป็นพันธมิตรและคู่ค้า-คู่ลงทุนในเกาหลีเหนือมาเนิ่นนาน จะให้ความร่วมมือในการควํ่าบาตรเกาหลีเหนือในครั้งล่าสุดนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากจีนไม่แสดงออกถึงท่าทีที่เข้มงวดกับเกาหลีเหนือในเรื่องนี้ ก็อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ภาวะตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯก็เคยเอ่ยปากวิพากษ์จีนมาแล้วว่า ล้มเหลวในการควบคุมพฤติกรรมคุกคามของเกาหลีเหนือ และสหรัฐฯเองก็พร้อมจะจัดการกับเกาหลีเหนือโดยไม่ต้องรอคอยความร่วมมือจากจีนอีกต่อไป
ไคลี เฟอร์ริเออร์ ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐกิจเกาหลี ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้โลกเห็นว่า เกาหลีเหนือตอบโต้มติควํ่าบาตรชุดก่อนๆของยูเอ็นซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยการทดลองอาวุธและทดสอบขีปนาวุธมากขึ้นเรื่อยๆ แม้หลังมีมติล่าสุดนี้แล้ว ก็เชื่อว่าอาจมีการทดสอบจรวดมิสไซล์ระยะใกล้อีกภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์นี้
สอดคล้องกับความเห็นของฌอง เอช. ลี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวู้ดโรว์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซ็นเตอร์ อดีตผู้บริหารสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเปียงยาง ที่ระบุว่า น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับแนวโน้มที่เป็นไปได้ว่าผู้นำเกาหลีเหนือจะตอบโต้มติของยูเอ็นด้วยความแข็งกร้าวมากขึ้นกว่าเดิม นั่นหมายถึงการทดสอบขีปนาวุธมากขึ้นเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถยิงข้ามทวีป
ด้านนายสกอตต์ ซีแมน นักวิเคราะห์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของบริษัทที่ปรึกษา ยูเรเชีย กรุ๊ป ให้ทรรศนะว่า เป็นไปได้ยากที่นายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จะอยู่เฉยๆ โดยไม่โต้ตอบมติของยูเอ็น “เท่าที่ผ่านมา เกาหลีเหนือไม่เคยแสดงให้เห็นว่าจะโอนอ่อนผ่อนตามความประสงค์ของประชาคมโลก มติอะไรก็ตามที่ถูกโยนเข้าใส่ จะต้องถูกตอกกลับ” อย่างไรก็ตาม เนื่องจากล่าสุดนี้ เกาหลีเหนือบรรลุเป้าหมายในการทดสอบขีปนาวุธที่สามารถยิงไกลข้ามทวีปถึงสหรัฐอเมริกา ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่า เกาหลีเหนือจะพร้อมนั่งโต๊ะเจรจากับนานาประเทศแล้ว
ทั้งนี้ มติควํ่าบาตรล่าสุดของยูเอ็นมีเป้าหมายสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือโดยตั้งเป้าตัดช่องทางการค้า เพื่อลดรายได้จากการส่งออกของเกาหลีเหนือลง 1 ใน 3 (ปัจจุบันเกาหลีเหนือมีรายได้จากการส่งออก 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งคาดว่าจะทำให้รายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศของเกาหลีเหนือลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อปริมาณเงินสำรองและทำให้เกาหลีเหนือขาดดุลการค้าเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าในปีที่ผ่านมา (2559) เกาหลีเหนือจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 3.9% ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายแต่ก็คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่คู่ค้าของเกาหลีเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมติควํ่าบาตรชุดล่าสุดของยูเอ็นซึ่งมุ่งตัดนํ้าเลี้ยงเกาหลีเหนือในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับยุท โธปกรณ์ แต่ครอบคลุมถึงการส่งออกสินค้าอย่างถ่านหิน แร่ธาตุ อาหารทะเล และแรงงาน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560
นางนิกกี้ เฮลีย์ เอกอัคร ราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำองค์การสหประชาชาติ เปิดเผยว่า มติล่าสุดที่มีขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือแสดงท่าทีที่คุกคามความปลอดภัยในภูมิภาคด้วยการทดสอบขีปนาวุธระยะไกลถึง 2 ครั้งด้วยกันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นมาตรการควํ่าบาตรขั้นแรงที่สุดเท่าที่ยูเอ็นเคยมีมติลงโทษประเทศใดๆในโลกในรอบชั่วอายุคน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า มติควํ่าบาตรเกาหลีเหนือเท่าที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ผลในเชิงบวกมากนัก ในทางกลับกัน เกาหลีเหนือกลับมีพฤติกรรมในเชิงยั่วยุมากขึ้นโดยยังคงมีการทดสอบขีปนาวุธทั้งระยะกลางและระยะไกลหลายครั้งด้วยกัน ทำให้เชื่อว่า มาตรการลงโทษของยูเอ็นครั้งล่าสุดนี้อาจทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือ มีมาตรการในเชิง “ดับเครื่องชน” ออกมามากขึ้นก็เป็นได้
นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังจับตาว่า จีน ซึ่งเป็นพันธมิตรและคู่ค้า-คู่ลงทุนในเกาหลีเหนือมาเนิ่นนาน จะให้ความร่วมมือในการควํ่าบาตรเกาหลีเหนือในครั้งล่าสุดนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากจีนไม่แสดงออกถึงท่าทีที่เข้มงวดกับเกาหลีเหนือในเรื่องนี้ ก็อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ภาวะตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯก็เคยเอ่ยปากวิพากษ์จีนมาแล้วว่า ล้มเหลวในการควบคุมพฤติกรรมคุกคามของเกาหลีเหนือ และสหรัฐฯเองก็พร้อมจะจัดการกับเกาหลีเหนือโดยไม่ต้องรอคอยความร่วมมือจากจีนอีกต่อไป
ไคลี เฟอร์ริเออร์ ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐกิจเกาหลี ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้โลกเห็นว่า เกาหลีเหนือตอบโต้มติควํ่าบาตรชุดก่อนๆของยูเอ็นซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยการทดลองอาวุธและทดสอบขีปนาวุธมากขึ้นเรื่อยๆ แม้หลังมีมติล่าสุดนี้แล้ว ก็เชื่อว่าอาจมีการทดสอบจรวดมิสไซล์ระยะใกล้อีกภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์นี้
ด้านนายสกอตต์ ซีแมน นักวิเคราะห์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของบริษัทที่ปรึกษา ยูเรเชีย กรุ๊ป ให้ทรรศนะว่า เป็นไปได้ยากที่นายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จะอยู่เฉยๆ โดยไม่โต้ตอบมติของยูเอ็น “เท่าที่ผ่านมา เกาหลีเหนือไม่เคยแสดงให้เห็นว่าจะโอนอ่อนผ่อนตามความประสงค์ของประชาคมโลก มติอะไรก็ตามที่ถูกโยนเข้าใส่ จะต้องถูกตอกกลับ” อย่างไรก็ตาม เนื่องจากล่าสุดนี้ เกาหลีเหนือบรรลุเป้าหมายในการทดสอบขีปนาวุธที่สามารถยิงไกลข้ามทวีปถึงสหรัฐอเมริกา ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่า เกาหลีเหนือจะพร้อมนั่งโต๊ะเจรจากับนานาประเทศแล้ว
ทั้งนี้ มติควํ่าบาตรล่าสุดของยูเอ็นมีเป้าหมายสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือโดยตั้งเป้าตัดช่องทางการค้า เพื่อลดรายได้จากการส่งออกของเกาหลีเหนือลง 1 ใน 3 (ปัจจุบันเกาหลีเหนือมีรายได้จากการส่งออก 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งคาดว่าจะทำให้รายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศของเกาหลีเหนือลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อปริมาณเงินสำรองและทำให้เกาหลีเหนือขาดดุลการค้าเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าในปีที่ผ่านมา (2559) เกาหลีเหนือจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 3.9% ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายแต่ก็คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่คู่ค้าของเกาหลีเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมติควํ่าบาตรชุดล่าสุดของยูเอ็นซึ่งมุ่งตัดนํ้าเลี้ยงเกาหลีเหนือในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับยุท โธปกรณ์ แต่ครอบคลุมถึงการส่งออกสินค้าอย่างถ่านหิน แร่ธาตุ อาหารทะเล และแรงงาน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560






