
เยอรมนียื้อเทคโนโลยีดีเซล ท่ามกลางความกังวลต่ออันตรายจากก๊าซพิษไอเสีย
ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันตกลงร่วมกันที่จะอัพเกรดซอฟต์แวร์ในรถยนต์ดีเซล 5 ล้านคันเพื่อลดการปล่อยมลพิษ ท่ามกลางแรงกดดันจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ต้องการให้มีการห้ามจำหน่ายรถยนต์ดีเซล
ในเวลาที่หลายประเทศในยุโรป อาทิ อังกฤษและฝรั่งเศส วางนโยบายเตรียมห้ามการจำหน่ายรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ขณะที่บางเมืองมีคำสั่งห้ามรถยนต์เหล่านี้วิ่งบนถนนโดยสิ้นเชิง รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์เองก็หันไปลงทุนกับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเป็นยานพาหนะสำหรับอนาคตกันมากขึ้น แต่ในเยอรมนี ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ได้พยายามหาช่องทางที่จะให้มีการจำหน่ายรถยนต์ดีเซลต่อไป
ล่าสุดผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน 3 ราย ได้แก่ โฟล์คสวาเกน เดมเลอร์ และบีเอ็มดับเบิลยู ได้ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ทางการของเยอรมนี ในเวทีการประชุมที่เรียกว่า “ดีเซล ซัมมิท” เพื่อร่วมกันหาทางออกในการแก้ปัญหามลพิษจากเครื่อง ยนต์ดีเซล โดยข้อสรุปที่ออกมา คือผู้ผลิตทั้ง 3 รายจะอัพเดตซอฟต์แวร์ในรถยนต์ดีเซลจำนวน 5 ล้านคันเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ลงประมาณ 25-30%
นอกจากนี้ ผู้ผลิตทั้ง 3 รายยังเตรียมตั้งงบประมาณ 500 ล้านยูโรเพื่อสนับสนุนมาตรการลดมลพิษภายในเมือง อาทิเช่น ยกระดับความทันสมัยของรถบัส หรือสร้างทางวิ่งจักรยาน เป็นต้น
ทั้งนี้ รถยนต์จำนวน 5 ล้านคันดังกล่าวนั้นรวมรถยนต์ของโฟล์คสวาเกน 2.5 ล้านคันที่มีการอัพเกรดซอฟต์แวร์ไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี มาตรการที่ออกมายังไม่เพียงพอสำหรับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
“เป็นอีกครั้งที่ผู้ผลิตรถยนต์ได้รับชัยชนะเหนือประโยชน์ของผู้บริโภคและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการตัดสินใจเพียงอัพเดตซอฟต์แวร์ ซึ่งไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย มาตรการห้ามใช้รถยนต์ดีเซลจะต้องเกิดขึ้น” นายฮูเบิร์ท วีเกอร์ ประธานสมาพันธ์สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งเยอรมนี กล่าว
ด้านนายโอลิเวอร์ คริสเชอร์ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านกรีนปาร์ตี้ แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า“รัฐบาลยังคงเอาใจอุตสาห กรรมรถยนต์ต่อไป ในขณะที่จีน แคลิฟอร์เนีย นอร์เวย์ และประธานอื่นๆ ให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่รัฐบาลกำลังเปลี่ยนเยอรมนีเป็นพิพิธภัณฑ์ดีเซล”
โฟล์คสวาเกน เดมเลอร์ และบีเอ็มดับเบิลยู กำลังเผชิญกับความไม่พอใจของสาธารณชนที่มีเพิ่มมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากกว่าไอเสียจากเชื้อเพลิงประเภทอื่น รวมถึงในบางกรณีสร้างความเข้าผิดว่ารถยนต์ปล่อยไอเสียออกมามากน้อยเพียงใด
ด้วยเล็งเห็นอันตรายของมลพิษ เมื่อไม่นานมานี้ศาลในเมืองสตุตการ์ตตัดสินเห็นชอบให้มีการห้ามใช้รถยนต์ดีเซล หลังจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ยื่นฟ้องร้องทางการเมืองสตุตการ์ต ว่าล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎควบคุมการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ซึ่งออกมาจากเครื่องยนต์ดีเซล
เทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลเคยเป็นดาวเด่นของผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้กำลังมากกว่า ในขณะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 15% ซึ่งนักการเมืองเยอรมนีเองก็สนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายสิบปี ด้วยการให้เงินอุดหนุนเพื่อทำให้นํ้ามันดีเซลมีราคาถูกลง อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นในปี 2558 หลังจากโฟล์คสวาเกนออกมายอมรับว่ามีการบิดเบือนการทดสอบการปล่อยไอเสียมาเป็นเวลาหลายปี
แต่การปรับเปลี่ยนเทคโน โลยีจากดีเซลไปสู่เทคโนโลยีอื่นๆ ที่สะอาดขึ้น เช่น รถยนต์ไฟฟ้า นับว่าไม่ใช่งานง่ายสำหรับเยอรมนีที่พึ่งพาอุตสาหกรรมรถยนต์ในการจ้างงานถึง 1 ใน5และมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่าครึ่งหนึ่ง ปีที่ผ่านมา 46% ของรถยนต์ที่จำหน่ายภายในประเทศเป็นเครื่องยนต์ดีเซล แม้ว่าความต้องการจะลดน้อยลงหลังจากเกิดข่าวอื้อฉาวของโฟล์คสวาเกน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,285 วันที่ 6 -9 สิงหาคม พ.ศ. 2560
ในเวลาที่หลายประเทศในยุโรป อาทิ อังกฤษและฝรั่งเศส วางนโยบายเตรียมห้ามการจำหน่ายรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ขณะที่บางเมืองมีคำสั่งห้ามรถยนต์เหล่านี้วิ่งบนถนนโดยสิ้นเชิง รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์เองก็หันไปลงทุนกับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเป็นยานพาหนะสำหรับอนาคตกันมากขึ้น แต่ในเยอรมนี ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ได้พยายามหาช่องทางที่จะให้มีการจำหน่ายรถยนต์ดีเซลต่อไป
ล่าสุดผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน 3 ราย ได้แก่ โฟล์คสวาเกน เดมเลอร์ และบีเอ็มดับเบิลยู ได้ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ทางการของเยอรมนี ในเวทีการประชุมที่เรียกว่า “ดีเซล ซัมมิท” เพื่อร่วมกันหาทางออกในการแก้ปัญหามลพิษจากเครื่อง ยนต์ดีเซล โดยข้อสรุปที่ออกมา คือผู้ผลิตทั้ง 3 รายจะอัพเดตซอฟต์แวร์ในรถยนต์ดีเซลจำนวน 5 ล้านคันเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ลงประมาณ 25-30%
นอกจากนี้ ผู้ผลิตทั้ง 3 รายยังเตรียมตั้งงบประมาณ 500 ล้านยูโรเพื่อสนับสนุนมาตรการลดมลพิษภายในเมือง อาทิเช่น ยกระดับความทันสมัยของรถบัส หรือสร้างทางวิ่งจักรยาน เป็นต้น
ทั้งนี้ รถยนต์จำนวน 5 ล้านคันดังกล่าวนั้นรวมรถยนต์ของโฟล์คสวาเกน 2.5 ล้านคันที่มีการอัพเกรดซอฟต์แวร์ไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี มาตรการที่ออกมายังไม่เพียงพอสำหรับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
“เป็นอีกครั้งที่ผู้ผลิตรถยนต์ได้รับชัยชนะเหนือประโยชน์ของผู้บริโภคและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการตัดสินใจเพียงอัพเดตซอฟต์แวร์ ซึ่งไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย มาตรการห้ามใช้รถยนต์ดีเซลจะต้องเกิดขึ้น” นายฮูเบิร์ท วีเกอร์ ประธานสมาพันธ์สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งเยอรมนี กล่าว
โฟล์คสวาเกน เดมเลอร์ และบีเอ็มดับเบิลยู กำลังเผชิญกับความไม่พอใจของสาธารณชนที่มีเพิ่มมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากกว่าไอเสียจากเชื้อเพลิงประเภทอื่น รวมถึงในบางกรณีสร้างความเข้าผิดว่ารถยนต์ปล่อยไอเสียออกมามากน้อยเพียงใด
ด้วยเล็งเห็นอันตรายของมลพิษ เมื่อไม่นานมานี้ศาลในเมืองสตุตการ์ตตัดสินเห็นชอบให้มีการห้ามใช้รถยนต์ดีเซล หลังจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ยื่นฟ้องร้องทางการเมืองสตุตการ์ต ว่าล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎควบคุมการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ซึ่งออกมาจากเครื่องยนต์ดีเซล
เทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลเคยเป็นดาวเด่นของผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้กำลังมากกว่า ในขณะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 15% ซึ่งนักการเมืองเยอรมนีเองก็สนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายสิบปี ด้วยการให้เงินอุดหนุนเพื่อทำให้นํ้ามันดีเซลมีราคาถูกลง อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นในปี 2558 หลังจากโฟล์คสวาเกนออกมายอมรับว่ามีการบิดเบือนการทดสอบการปล่อยไอเสียมาเป็นเวลาหลายปี
แต่การปรับเปลี่ยนเทคโน โลยีจากดีเซลไปสู่เทคโนโลยีอื่นๆ ที่สะอาดขึ้น เช่น รถยนต์ไฟฟ้า นับว่าไม่ใช่งานง่ายสำหรับเยอรมนีที่พึ่งพาอุตสาหกรรมรถยนต์ในการจ้างงานถึง 1 ใน5และมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่าครึ่งหนึ่ง ปีที่ผ่านมา 46% ของรถยนต์ที่จำหน่ายภายในประเทศเป็นเครื่องยนต์ดีเซล แม้ว่าความต้องการจะลดน้อยลงหลังจากเกิดข่าวอื้อฉาวของโฟล์คสวาเกน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,285 วันที่ 6 -9 สิงหาคม พ.ศ. 2560






