
ผู้ผลิตรถหรูเยอรมนีฉาวอีก ยุโรปสอบ 3 ยักษ์ใหญ่รวมหัวกำหนดเทคโนโลยี
ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันกำลังเผชิญกับบททดสอบเรื่องความน่าเชื่อถือที่สำคัญอีกครั้ง หลังจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการต่อต้านการผูกขาดตลาดของยุโรปเผยว่าอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่าผู้ผลิตรถยนต์หรู 3 รายร่วมมือกันเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขัน
หุ้นของผู้ผลิตรถยนต์หรูรายใหญ่ของเยอรมนี คือ โฟล์คสวาเกน บีเอ็มดับเบิลยู และเดมเลอร์ ปรับตัวลดลงอย่างหนักในช่วงเปิดตลาดสัปดาห์นี้ หลังจากมีการยืนยันออกมาจากทางคณะกรรมาธิการยุโรปว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมการผูกขาดตลาดของสหภาพยุโรป (อียู) ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตทั้ง 3 รายร่วมมือกันเพื่อกระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว
หนังสือพิมพ์ เดอร์ สปีเกิล ของเยอรมนี เป็นผู้เปิดเผยข้อกล่าวหาในเรื่องนี้เป็นรายแรก โดยอ้างว่านำข้อมูลมาจากจดหมายที่โฟล์คสวาเกนส่งไปให้กับทางการเมื่อปีก่อน ระบุว่าตัวแทนจากผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 3 รายมีการนัดพบกันบ่อยครั้ง เพื่อตกลงกันในเรื่องของข้อกำหนดทางเทคนิคต่างๆ ตั้งแต่ระบบเบรก คลัตช์ ไปจนถึงระบบการปล่อยไอเสีย โดยความร่วมมือเริ่มตั้งแต่กลางทศวรรษค.ศ. 1990 และดำเนินมาจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้
[caption id="attachment_184651" align="aligncenter" width="503"]
ผู้ผลิตรถหรูเยอรมนีฉาวอีก ยุโรปสอบ 3 ยักษ์ใหญ่รวมหัวกำหนดเทคโนโลยี[/caption]
รายงานของเดอร์ สปีเกิลยังกล่าวอ้างอีกว่า ทั้ง 3 บริษัทต่างตกลงกันที่จะใช้ถังสำหรับของเหลวที่ทำหน้าที่กำจัดมลพิษจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซล หรือที่เรียกว่า แอดบลู (AdBlue) ในขนาดที่เล็กลงติดตั้งในรถยนต์เพื่อลดต้นทุน ซึ่งกลับกลายเป็นว่าทำให้ปริมาณแอดบลูในถังขนาดเล็กลงนั้นไม่เพียงพอที่จะกำจัดมลพิษจากไอเสีย
ถ้าการสอบสวนพบว่าทั้ง 3 บริษัทมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา หมายความว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีจะต้องเผชิญกับข่าวอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อีกครั้ง หลังจากเมื่อ 2 ปีก่อนโฟล์คสวาเกนออกมายอมรับว่า ได้มีการติดตั้งซอฟต์แวร์อย่างผิดกฎหมายในรถยนต์ดีเซลเพื่อบิดเบือนผลการตรวจสอบการปล่อยไอเสีย
ในขณะที่โฟล์คสวาเกนและเดมเลอร์ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว บีเอ็มดับเบิลยูได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า รถยนต์ดีเซลของบีเอ็มดับเบิลยูมีการติดตั้งอุปกรณ์หลายประเภทเพื่อบำบัดไอเสียที่ปล่อยออกมา และเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมายการปล่อยไอเสียทุกประการ ซึ่งระบบดังกล่าวทำให้รถยนต์ดีเซลของบีเอ็มดับเบิลยูไม่จำเป็นต้องใช้สารแอดบลูเป็นจำนวนมาก และเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้สารดังกล่าวเพิ่มขึ้น ผู้ขับขี่สามารถเติมได้ ส่วนการหารือกับผู้ผลิตอีก 2 รายนั้น เป็นเพียงการหารือเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเก็บสต๊อกสารแอดบลูในยุโรป
รถยนต์แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ของเดมเลอร์ และออดี้และปอร์เช่จากโฟล์คสวาเกน เป็นแบรนด์ที่ครอบครองตลาดรถยนต์หรู ?ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของเยอรมนี ผู้คนทั่วโลกยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อรถยนต์แบรนด์เยอรมันเพราะเชื่อมั่นในระบบการผลิตที่มีคุณภาพสูง
อย่างไรก็ตาม นายเฟอร์ดินานด์ ดูเดนโฮฟเฟอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดุยส์เบิร์ก-เอสเซ่น กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดข่าวอื้อฉาวเรื่องการปล่อยไอเสียของโฟล์คสวาเกนเมื่อ 2 ปีก่อน ส่งผลให้ความเชื่อถือต่อรถยนต์แบรนด์เยอรมันมีลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
ด้านนางบริจิต ไซพรีส์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี กล่าวว่าจะติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง “เรื่องนี้กำลังเดิมพันด้วยความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีทั้งหมด ถ้าไม่มีความชัดเจน ก็จะไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้” พร้อมกับเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาครั้งนี้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทางการอย่างเต็มที่และให้ข้อมูลอย่างโปร่งใส
นายอาร์นท์ เอลลิงฮอร์ส นักวิเคราะห์จากเอเวอร์คอร์ ให้ความเห็นว่า ถ้าข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ผู้ผลิตทั้ง 3 รายอาจเผชิญกับค่าปรับรวมกันหลายร้อยล้านหรืออาจจะถึงระดับพันล้านยูโร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,282 วันที่ 27 - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
หุ้นของผู้ผลิตรถยนต์หรูรายใหญ่ของเยอรมนี คือ โฟล์คสวาเกน บีเอ็มดับเบิลยู และเดมเลอร์ ปรับตัวลดลงอย่างหนักในช่วงเปิดตลาดสัปดาห์นี้ หลังจากมีการยืนยันออกมาจากทางคณะกรรมาธิการยุโรปว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมการผูกขาดตลาดของสหภาพยุโรป (อียู) ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตทั้ง 3 รายร่วมมือกันเพื่อกระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว
หนังสือพิมพ์ เดอร์ สปีเกิล ของเยอรมนี เป็นผู้เปิดเผยข้อกล่าวหาในเรื่องนี้เป็นรายแรก โดยอ้างว่านำข้อมูลมาจากจดหมายที่โฟล์คสวาเกนส่งไปให้กับทางการเมื่อปีก่อน ระบุว่าตัวแทนจากผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 3 รายมีการนัดพบกันบ่อยครั้ง เพื่อตกลงกันในเรื่องของข้อกำหนดทางเทคนิคต่างๆ ตั้งแต่ระบบเบรก คลัตช์ ไปจนถึงระบบการปล่อยไอเสีย โดยความร่วมมือเริ่มตั้งแต่กลางทศวรรษค.ศ. 1990 และดำเนินมาจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้
[caption id="attachment_184651" align="aligncenter" width="503"]
รายงานของเดอร์ สปีเกิลยังกล่าวอ้างอีกว่า ทั้ง 3 บริษัทต่างตกลงกันที่จะใช้ถังสำหรับของเหลวที่ทำหน้าที่กำจัดมลพิษจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซล หรือที่เรียกว่า แอดบลู (AdBlue) ในขนาดที่เล็กลงติดตั้งในรถยนต์เพื่อลดต้นทุน ซึ่งกลับกลายเป็นว่าทำให้ปริมาณแอดบลูในถังขนาดเล็กลงนั้นไม่เพียงพอที่จะกำจัดมลพิษจากไอเสีย
ถ้าการสอบสวนพบว่าทั้ง 3 บริษัทมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา หมายความว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีจะต้องเผชิญกับข่าวอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อีกครั้ง หลังจากเมื่อ 2 ปีก่อนโฟล์คสวาเกนออกมายอมรับว่า ได้มีการติดตั้งซอฟต์แวร์อย่างผิดกฎหมายในรถยนต์ดีเซลเพื่อบิดเบือนผลการตรวจสอบการปล่อยไอเสีย
ในขณะที่โฟล์คสวาเกนและเดมเลอร์ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว บีเอ็มดับเบิลยูได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า รถยนต์ดีเซลของบีเอ็มดับเบิลยูมีการติดตั้งอุปกรณ์หลายประเภทเพื่อบำบัดไอเสียที่ปล่อยออกมา และเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมายการปล่อยไอเสียทุกประการ ซึ่งระบบดังกล่าวทำให้รถยนต์ดีเซลของบีเอ็มดับเบิลยูไม่จำเป็นต้องใช้สารแอดบลูเป็นจำนวนมาก และเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้สารดังกล่าวเพิ่มขึ้น ผู้ขับขี่สามารถเติมได้ ส่วนการหารือกับผู้ผลิตอีก 2 รายนั้น เป็นเพียงการหารือเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเก็บสต๊อกสารแอดบลูในยุโรป
รถยนต์แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ของเดมเลอร์ และออดี้และปอร์เช่จากโฟล์คสวาเกน เป็นแบรนด์ที่ครอบครองตลาดรถยนต์หรู ?ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของเยอรมนี ผู้คนทั่วโลกยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อรถยนต์แบรนด์เยอรมันเพราะเชื่อมั่นในระบบการผลิตที่มีคุณภาพสูง
อย่างไรก็ตาม นายเฟอร์ดินานด์ ดูเดนโฮฟเฟอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดุยส์เบิร์ก-เอสเซ่น กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดข่าวอื้อฉาวเรื่องการปล่อยไอเสียของโฟล์คสวาเกนเมื่อ 2 ปีก่อน ส่งผลให้ความเชื่อถือต่อรถยนต์แบรนด์เยอรมันมีลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
ด้านนางบริจิต ไซพรีส์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี กล่าวว่าจะติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง “เรื่องนี้กำลังเดิมพันด้วยความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีทั้งหมด ถ้าไม่มีความชัดเจน ก็จะไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้” พร้อมกับเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาครั้งนี้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทางการอย่างเต็มที่และให้ข้อมูลอย่างโปร่งใส
นายอาร์นท์ เอลลิงฮอร์ส นักวิเคราะห์จากเอเวอร์คอร์ ให้ความเห็นว่า ถ้าข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ผู้ผลิตทั้ง 3 รายอาจเผชิญกับค่าปรับรวมกันหลายร้อยล้านหรืออาจจะถึงระดับพันล้านยูโร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,282 วันที่ 27 - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






