
ทรัมป์ “สอบตก” ผลงานรอบ 6 เดือน โพลล์ชี้ 58% ให้คะแนนยี้
คะแนนนิยมตกดิ่งถึงขั้นต่ำสุดในรอบ 70 ปีเลยทีเดียว จากผลการสำรวจจัดทำโดยวอชิงตัน โพสต์/เอบีซี นิวส์ ที่เปิดเผยล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 36% ที่ยอมรับผลการทำงานในรอบ 6 เดือนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงเมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อครั้งประธานาธิบดีทรัมป์ทำงานครบ 100 วัน (ในเดือนเมษายน) ซึ่งเวลานั้น ผู้ที่ตอบว่ายอมรับผลงานของเขาในฐานะผู้นำประเทศมี 42% ทั้งยังทำสถิติเป็นประธานาธิบดีที่ชาวอเมริกันให้การยอมรับผลงานในอัตราน้อยที่สุดในรอบ 70 ปี
ถ้าเทียบการสำรวจทั้งสองครั้งดังกล่าว ผู้ที่ตอบว่าผลงานของทรัมป์ “ไม่เป็นที่ยอมรับ” หรือ disapproval rate นั้น ขยับเพิ่มขึ้นถึง 5% เป็น 58% ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของผู้ตอบคำถามการสำรวจทั้งหมด นอกจากนี้ เมื่อลงลึกในรายละเอียดยังพบว่า ผู้ที่ตอบว่าผลงานของทรัมป์ ไม่ผ่าน “อย่างมาก” มีถึง 48% อย่างไรก็ตาม ปฏิกริยาของทรัมป์ผ่านทางทวิตเตอร์ของเขาเกี่ยวกับผลการสำรวจนั้น เป็นไปตามคาดหมาย โดยเขากล่าวว่า แม้คนที่ชื่นชอบผลงานของเขาจะมีไม่ถึง 40 % มันก็เป็นตัวเลขที่ไม่ได้ขี้เหร่อะไร ณ ช่วงเวลานี้ และนี่ก็เป็นผลการสำรวจที่ไร้ความแม่นยำมากที่สุดเหมือนๆกับการสำรวจในช่วงเลือกตั้งนั่นแหละ
การสำรวจยังถามด้วยว่า ประชาชนคิดเห็นว่า “เหมาะสม” หรือ “ไม่เหมาะสม” ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายคนโตของทรัมป์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขย รวมทั้งนายพอล มานาฟอร์ท อดีตผู้จัดการทีมงานหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์ ไปพบปะกับนักกฎหมายชาวรัสเซียเมื่อปีที่แล้ว และเป็นไปได้ว่าข้อมูลที่พวกเขาได้รับจากนักกฎหมายชาวรัสเซียผู้นั้นจะสามารถนำไปใช้โจมตีนางคลินตันซึ่งเป็นคู่แข่งของทรัมป์ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง มีประชาชนเพียง 26% ที่ตอบว่าการพบปะครั้งนั้น เป็นเรื่องเหมาะสม ขณะที่ 63% เห็นว่า ไม่เหมาะสม
ประธานาธิบดีทรัมป์กับโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายคนโต
นอกจากนี้ ผู้ตอบคำถามการสำรวจ 60% ยังระบุด้วยว่า พวกเขาเชื่อว่ารัสเซียพยายามเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปลายปี 2559 และ 41% ก็เห็นว่าทีมที่ปรึกษาการหาเสียงของทรัมป์ตั้งใจที่จะให้รัสเซียเข้ามายุ่ง และ 44% ก็เชื่อว่าทรัมป์ได้ประโยชน์จากความพยายามของรัสเซีย
ในทางตรงข้าม มีเพียง 31% ที่เชื่อว่า รัสเซียไม่ได้พยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ และมีเพียง 14% เท่านั้นที่คิดว่าทรัมป์ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการแทรกแซงของรัสเซีย
ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นเศรษฐกิจ 63% เห็นว่า รัฐบาลกลางควรให้ความสำคัญการจัดหาสวัสดิการด้านสุขภาพให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย มากกว่าการปรับลดภาษี ขณะที่ 27% เห็นตรงกันข้าม นอกจากนี้ 50% ตอบว่าชอบระบบประกันสุขภาพแบบโอบามาแคร์ที่ถูกยกเลิก มากกว่าแบบที่รัฐบาลทรัมป์นำเสนอ ซึ่งแบบหลังนั้นมีคนตอบว่าชอบมากกว่าเพียง 24%
ทรัมป์พบกับปูติน ระหว่างการประชุม G20 ที่ประเทศเยอรมนีเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2560
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 48% เห็นว่าความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐอเมริกาลดลงนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ขณะที่ 27% เห็นตรงข้าม และ 23% เห็นว่า บทบาทผู้นำของสหรัฐฯก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังมีเพียง 34% ที่ตอบว่า มีความเชื่อใจทรัมป์ในการเจรจากับผู้นำโลกเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ขณะที่ 47% ตอบว่าไม่เชื่อใจ และยิ่งหากเป็นการเจรจากับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย มีเพียง 19% ที่เชื่อใจทรัมป์ในการเจรจา ขณะที่ 48% เห็นตรงกันข้าม
การสำรวจของวอชิงตัน โพสต์/เอบีซี นิวส์ ครั้งนี้จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 กรกฎาคม 2560 ในภาษาอังกฤษและสเปน สอบถามความเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ 1,001 คน โดยเป็นการสอบถามผ่านโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือ ค่าความคลาดเคลื่อน +/- 3.5%
ถ้าเทียบการสำรวจทั้งสองครั้งดังกล่าว ผู้ที่ตอบว่าผลงานของทรัมป์ “ไม่เป็นที่ยอมรับ” หรือ disapproval rate นั้น ขยับเพิ่มขึ้นถึง 5% เป็น 58% ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของผู้ตอบคำถามการสำรวจทั้งหมด นอกจากนี้ เมื่อลงลึกในรายละเอียดยังพบว่า ผู้ที่ตอบว่าผลงานของทรัมป์ ไม่ผ่าน “อย่างมาก” มีถึง 48% อย่างไรก็ตาม ปฏิกริยาของทรัมป์ผ่านทางทวิตเตอร์ของเขาเกี่ยวกับผลการสำรวจนั้น เป็นไปตามคาดหมาย โดยเขากล่าวว่า แม้คนที่ชื่นชอบผลงานของเขาจะมีไม่ถึง 40 % มันก็เป็นตัวเลขที่ไม่ได้ขี้เหร่อะไร ณ ช่วงเวลานี้ และนี่ก็เป็นผลการสำรวจที่ไร้ความแม่นยำมากที่สุดเหมือนๆกับการสำรวจในช่วงเลือกตั้งนั่นแหละ
การสำรวจยังถามด้วยว่า ประชาชนคิดเห็นว่า “เหมาะสม” หรือ “ไม่เหมาะสม” ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายคนโตของทรัมป์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขย รวมทั้งนายพอล มานาฟอร์ท อดีตผู้จัดการทีมงานหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์ ไปพบปะกับนักกฎหมายชาวรัสเซียเมื่อปีที่แล้ว และเป็นไปได้ว่าข้อมูลที่พวกเขาได้รับจากนักกฎหมายชาวรัสเซียผู้นั้นจะสามารถนำไปใช้โจมตีนางคลินตันซึ่งเป็นคู่แข่งของทรัมป์ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง มีประชาชนเพียง 26% ที่ตอบว่าการพบปะครั้งนั้น เป็นเรื่องเหมาะสม ขณะที่ 63% เห็นว่า ไม่เหมาะสม
ประธานาธิบดีทรัมป์กับโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายคนโต
นอกจากนี้ ผู้ตอบคำถามการสำรวจ 60% ยังระบุด้วยว่า พวกเขาเชื่อว่ารัสเซียพยายามเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปลายปี 2559 และ 41% ก็เห็นว่าทีมที่ปรึกษาการหาเสียงของทรัมป์ตั้งใจที่จะให้รัสเซียเข้ามายุ่ง และ 44% ก็เชื่อว่าทรัมป์ได้ประโยชน์จากความพยายามของรัสเซีย
ในทางตรงข้าม มีเพียง 31% ที่เชื่อว่า รัสเซียไม่ได้พยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ และมีเพียง 14% เท่านั้นที่คิดว่าทรัมป์ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการแทรกแซงของรัสเซีย
ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นเศรษฐกิจ 63% เห็นว่า รัฐบาลกลางควรให้ความสำคัญการจัดหาสวัสดิการด้านสุขภาพให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย มากกว่าการปรับลดภาษี ขณะที่ 27% เห็นตรงกันข้าม นอกจากนี้ 50% ตอบว่าชอบระบบประกันสุขภาพแบบโอบามาแคร์ที่ถูกยกเลิก มากกว่าแบบที่รัฐบาลทรัมป์นำเสนอ ซึ่งแบบหลังนั้นมีคนตอบว่าชอบมากกว่าเพียง 24%
ทรัมป์พบกับปูติน ระหว่างการประชุม G20 ที่ประเทศเยอรมนีเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2560
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 48% เห็นว่าความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐอเมริกาลดลงนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ขณะที่ 27% เห็นตรงข้าม และ 23% เห็นว่า บทบาทผู้นำของสหรัฐฯก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังมีเพียง 34% ที่ตอบว่า มีความเชื่อใจทรัมป์ในการเจรจากับผู้นำโลกเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ขณะที่ 47% ตอบว่าไม่เชื่อใจ และยิ่งหากเป็นการเจรจากับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย มีเพียง 19% ที่เชื่อใจทรัมป์ในการเจรจา ขณะที่ 48% เห็นตรงกันข้าม
การสำรวจของวอชิงตัน โพสต์/เอบีซี นิวส์ ครั้งนี้จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 กรกฎาคม 2560 ในภาษาอังกฤษและสเปน สอบถามความเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ 1,001 คน โดยเป็นการสอบถามผ่านโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือ ค่าความคลาดเคลื่อน +/- 3.5%






