
AI จะหนุนการเติบโต ของเศรษฐกิจโลก
ท่ามกลางความกังวลใจว่าหุ่นยนต์และเทคโนโลยีออโตเมชันจะเข้ามาแย่งงานของผู้คนในอนาคต แต่นักวิจัยพบว่า เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 14% จากประสิทธิผลและการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
รายงานจากบริษัทวิจัย พีดับเบิลยูซี ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจโลกมากถึง 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศจีนและอินเดียรวมกัน
การวิจัยพบว่า ประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นจากการที่ธุรกิจเปลี่ยนไปใช้ระบบการผลิตอัตโนมัติ และเสริมประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานด้วยเทคโนโลยีเอไอจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเศรษฐกิจได้ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันการบริโภคจะสร้างรายได้ 9.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพสูงขึ้น
"ความคิดในปัจจุบัน คือคนแข่งขันกับเครื่องจักร แต่เรามองว่าในอนาคต การทำงานร่วมกันระหว่างคนและเครื่องจักรจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคนทำงานเพียงอย่างเดียว" นายอานันด์ เรา นักวิจัยด้านเทคโนโลยีเอไอจากพีดับเบิลยูซี กล่าว
พีดับเบิลยูซีพบด้วยว่า จีน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในเวลานี้ จะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีเอไอ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมาจากภาคการผลิตในสัดส่วนสูง แต่จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งสำหรับการพัฒนาใหม่ๆ เหล่านี้ขึ้นมา "ผลของเอไอต่อจีนจะมีมาก และมากยิ่งกว่าที่จะเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ" นายเรากล่าว
[caption id="attachment_172384" align="aligncenter" width="503"]
AI จะหนุนการเติบโต ของเศรษฐกิจโลก[/caption]
รายงานจากบริษัท แอคเซนเจอร์ คาดการณ์ว่า เอไออาจจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้อีก 1.6% เป็น 7.9% ในปี 2578 โดยสร้างรายได้ให้กับประเทศได้เพิ่มเติม 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาให้มีความทันสมัยและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หมายความว่าตลาดแรงงานจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "งานบางประเภทจะหายไป งานที่มีการทำงานซ้ำๆ ในแต่ละวัน เช่น พนักงานเก็บเงินค่าทางด่วน" นายทอม มิทเชลล์ ศาสตราจารย์ด้านเครื่องจักรกลจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน กล่าว
แต่ก็มีงานบางประเภท เช่น แพทย์ ที่เอไอจะไม่เข้ามาทำหน้าที่ทดแทน แต่จะเข้ามาช่วยเสริมให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีบางธุรกิจที่เอไอและไอทีโดยรวมได้สร้างรูปแบบธุรกิจขึ้นมาใหม่ อย่างเช่น อูเบอร์
ในขณะที่ยังคงมีความกังวลใจต่อผลกระทบของเทคโนโลยีอัตโนมัติเหล่านี้ ด่านสำคัญที่จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ คือเรื่องการเมือง ที่มีหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อาทิ แอปเปิล เฟซบุ๊ก กูเกิล และไอบีเอ็ม ได้รวมตัวกันตั้งองค์กรด้านเอไอขึ้นมา ด้วยความหวังว่าจะวางรากฐานให้กับการพัฒนาเอไอให้มีความปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
รายงานจากบริษัทวิจัย พีดับเบิลยูซี ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจโลกมากถึง 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศจีนและอินเดียรวมกัน
การวิจัยพบว่า ประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นจากการที่ธุรกิจเปลี่ยนไปใช้ระบบการผลิตอัตโนมัติ และเสริมประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานด้วยเทคโนโลยีเอไอจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเศรษฐกิจได้ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันการบริโภคจะสร้างรายได้ 9.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพสูงขึ้น
"ความคิดในปัจจุบัน คือคนแข่งขันกับเครื่องจักร แต่เรามองว่าในอนาคต การทำงานร่วมกันระหว่างคนและเครื่องจักรจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคนทำงานเพียงอย่างเดียว" นายอานันด์ เรา นักวิจัยด้านเทคโนโลยีเอไอจากพีดับเบิลยูซี กล่าว
พีดับเบิลยูซีพบด้วยว่า จีน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในเวลานี้ จะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีเอไอ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมาจากภาคการผลิตในสัดส่วนสูง แต่จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งสำหรับการพัฒนาใหม่ๆ เหล่านี้ขึ้นมา "ผลของเอไอต่อจีนจะมีมาก และมากยิ่งกว่าที่จะเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ" นายเรากล่าว
[caption id="attachment_172384" align="aligncenter" width="503"]
รายงานจากบริษัท แอคเซนเจอร์ คาดการณ์ว่า เอไออาจจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้อีก 1.6% เป็น 7.9% ในปี 2578 โดยสร้างรายได้ให้กับประเทศได้เพิ่มเติม 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาให้มีความทันสมัยและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หมายความว่าตลาดแรงงานจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "งานบางประเภทจะหายไป งานที่มีการทำงานซ้ำๆ ในแต่ละวัน เช่น พนักงานเก็บเงินค่าทางด่วน" นายทอม มิทเชลล์ ศาสตราจารย์ด้านเครื่องจักรกลจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน กล่าว
แต่ก็มีงานบางประเภท เช่น แพทย์ ที่เอไอจะไม่เข้ามาทำหน้าที่ทดแทน แต่จะเข้ามาช่วยเสริมให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีบางธุรกิจที่เอไอและไอทีโดยรวมได้สร้างรูปแบบธุรกิจขึ้นมาใหม่ อย่างเช่น อูเบอร์
ในขณะที่ยังคงมีความกังวลใจต่อผลกระทบของเทคโนโลยีอัตโนมัติเหล่านี้ ด่านสำคัญที่จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ คือเรื่องการเมือง ที่มีหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อาทิ แอปเปิล เฟซบุ๊ก กูเกิล และไอบีเอ็ม ได้รวมตัวกันตั้งองค์กรด้านเอไอขึ้นมา ด้วยความหวังว่าจะวางรากฐานให้กับการพัฒนาเอไอให้มีความปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






