
โซลาร์เซลล์ผงาด หลังต้นทุนลดฮวบ
ถึงแม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา จะถอยห่างจากสนธิสัญญาระหว่างประเทศ “Paris Accord” ที่มุ่งช่วยกันลดสภาวะโลกร้อน ซํ้ายังหันกลับไปให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินพร้อมประโยคเด็ดที่ว่า “ถ่านหินคืออนาคตด้านพลังงาน” แต่จากตัวเลขสถิติล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่โดยบริษัท บริติช ปิโตรเลียมฯ หรือ บีพี ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมพลังงานสัญชาติอังกฤษ กลับพบว่า ในปีที่ผ่านมา (2559) ทั้งโลกมีการผลิตถ่านหินลดลงถึง 6.2% ซึ่งเป็นอัตราลดรายปีที่ถือว่าลดมากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติ
ขณะเดียวกัน ในแง่อุปสงค์ พบว่า ปริมาณการใช้ถ่านหินลดลงในปีที่ผ่านมา 1.7% เป็นการลด ลงติดต่อกันมาเป็นปีที่ 2 สวนทางกับปริมาณการใช้พลังงานหมุน เวียน หรือ renewable energy ที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานรูปแบบดั้งเดิม (ปิโตรเลียมและถ่านหิน) โดยภาพรวมของพลังงานหมุนเวียน มีปริมาณการใช้ขยายตัวถึง 12%
รายงานผลการศึกษาภายใต้ชื่อเรื่อง ยุคเปลี่ยนผ่านของตลาดพลังงาน (Energy markets in transition) ของบริษัท บีพีฯ ที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะยาว ให้บทสรุปว่า ตลาดนํ้ามันกำลังนับวันถดถอยลงเนื่องจากความคึกคักของตลาดที่มีการเติบโตร้อนแรงกำลังมุ่งไปในทิศของพลังงานสะอาดที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อนในปริมาณน้อยๆ การใช้ถ่านหินจึงลดน้อยลงขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นๆ
ยกตัวอย่าง ในปีที่ผ่านมา ประเทศอังกฤษ มีการใช้พลังงานถ่านหินลดลงถึง 52.5% และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เพิ่งมีการเฉลิมฉลองวันปลอด (การใช้) ถ่านหิน หรือ Coal-Free Day ครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ขณะที่ในสหรัฐ อเมริกา การใช้ถ่านหินในปี 2559 ลดลง 8.8% ส่วนในจีนลดลง 1.6% อินเดียก็เป็นอีกประเทศที่รัฐบาลประกาศนโยบายชัดเจนว่า ในอนาคตอันใกล้จะยุติสายการผลิตของโรงงานถ่านหินทุกแห่งในประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของอินเดียได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างเต็มที่ทำให้ต้นทุนผลิตลดลง และส่งผลให้สินค้าเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกลงและซื้อหาได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค
นายบ๊อบ ดัดลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบีพี กรุ๊ป ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลศึกษาว่า ตลาดพลังงานโลกกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง แนวโน้มระยะยาวที่เห็นจากการศึกษาคือสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอุปสงค์ ขณะที่อุปทานมีความหลากหลายท่ามกลางโจทย์ที่ท้าทาย นั่นคือการแสวงหาแหล่งพลังงานมาสนองความต้องการใช้ แต่เวลาเดียวกันนั้น ก็จะต้องปล่อยหรือสร้างก๊าซเรือนกระจกน้อยลงด้วย
ส่วนตัวแปรในระยะสั้น (ของการเปลี่ยนแปลง) เป็นราคานํ้ามันที่ทรุดตํ่าลงในช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน แม้ว่าในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงแดด พลังงานลม และอื่นๆ จะมีสัดส่วนเพียง 4% ในตลาดพลังงานโลก แต่ปริมาณการใช้ที่พุ่งขึ้น 12% ในปีที่ผ่านมา ก็เป็นการเพิ่มในอัตรามากที่ สุดเมื่อเทียบกับพลังงานรูปแบบ อื่นๆ และมีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 ของการขยายตัวทั้งหมดของความต้องการใช้พลังงานในปี 2559
[caption id="attachment_166019" align="aligncenter" width="503"]
โซลาร์เซลล์ผงาด หลังต้นทุนลดฮวบ[/caption]
รายงานของบีพีว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงาน ยังสอดคล้องกับรายงานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งจัดทำโดย Bloomberg New Energy Finance (BNEF) ที่ระบุว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะก้าวหน้าจนต้นทุนลดลงมากกระทั่งส่งแรงกระเทือนไปยังอุตสาหกรรมถ่านหินและแม้กระทั่งอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ นักวิจัยพบว่าทุกวันนี้ การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์มีต้นทุนผลิตที่แข่งขันได้แล้วกับโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินทั้งในสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี รายงานยังประเมินสถานการณ์ว่า เหตุ การณ์ยังจะเป็นเช่นเดียวกันนี้ในจีนและอินเดียภายในปีค.ศ.2021
ผลศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พลังงานหมุนเวียนกำลังเป็นที่ยอมรับและมีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เคยคาดหมายกันไว้ “ต้นทุนเทคโนโลยีด้านพลังงานรูปแบบใหม่ๆ กำลังลดลงเรื่อยๆ จนประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่มันจะเปลี่ยนเมื่อไหร่มากกว่า” เซ็บ เฮนเบสท์ นักวิจัยของ BNEF กล่าว ยังคาดการณ์เกี่ยวกับตลาดพลังงานในระยะ 23 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2040 ว่า จีนและอินเดียจะกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน โดยคาดว่าทั้ง 2 ประเทศจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าว 4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั่วโลกในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน
รายงานยังระบุด้วยว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยแผงโซลาร์เซลล์ในปัจจุบันได้ลดลงเหลือเพียงเกือบๆ 1 ใน 4 ของต้นทุนในปี 2552 ยังมีแนวโน้มว่าจะลดลงต่อไปอีก 66% ภายในปี 2040 ตามมาด้วยต้นทุนผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมบนชายฝั่ง (onshore wind) ที่ลดลงมาแล้ว 30% ในระยะ 8 ปีที่ผ่านมา ปี 2040 คาดว่าต้นทุนจะลดลงอีก 47% หมาย ความว่า แม้ในหลายๆประเทศที่เคยผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก เช่น จีนและอินเดีย สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมให้พลังงานแสงแดดและพลังงานลม ที่ต้นทุนถูกลงเรื่อยๆ เข้ามาแทนพลังงานดั้งเดิมอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560
ขณะเดียวกัน ในแง่อุปสงค์ พบว่า ปริมาณการใช้ถ่านหินลดลงในปีที่ผ่านมา 1.7% เป็นการลด ลงติดต่อกันมาเป็นปีที่ 2 สวนทางกับปริมาณการใช้พลังงานหมุน เวียน หรือ renewable energy ที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานรูปแบบดั้งเดิม (ปิโตรเลียมและถ่านหิน) โดยภาพรวมของพลังงานหมุนเวียน มีปริมาณการใช้ขยายตัวถึง 12%
รายงานผลการศึกษาภายใต้ชื่อเรื่อง ยุคเปลี่ยนผ่านของตลาดพลังงาน (Energy markets in transition) ของบริษัท บีพีฯ ที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะยาว ให้บทสรุปว่า ตลาดนํ้ามันกำลังนับวันถดถอยลงเนื่องจากความคึกคักของตลาดที่มีการเติบโตร้อนแรงกำลังมุ่งไปในทิศของพลังงานสะอาดที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อนในปริมาณน้อยๆ การใช้ถ่านหินจึงลดน้อยลงขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นๆ
ยกตัวอย่าง ในปีที่ผ่านมา ประเทศอังกฤษ มีการใช้พลังงานถ่านหินลดลงถึง 52.5% และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เพิ่งมีการเฉลิมฉลองวันปลอด (การใช้) ถ่านหิน หรือ Coal-Free Day ครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ขณะที่ในสหรัฐ อเมริกา การใช้ถ่านหินในปี 2559 ลดลง 8.8% ส่วนในจีนลดลง 1.6% อินเดียก็เป็นอีกประเทศที่รัฐบาลประกาศนโยบายชัดเจนว่า ในอนาคตอันใกล้จะยุติสายการผลิตของโรงงานถ่านหินทุกแห่งในประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของอินเดียได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างเต็มที่ทำให้ต้นทุนผลิตลดลง และส่งผลให้สินค้าเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกลงและซื้อหาได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค
นายบ๊อบ ดัดลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบีพี กรุ๊ป ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลศึกษาว่า ตลาดพลังงานโลกกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง แนวโน้มระยะยาวที่เห็นจากการศึกษาคือสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอุปสงค์ ขณะที่อุปทานมีความหลากหลายท่ามกลางโจทย์ที่ท้าทาย นั่นคือการแสวงหาแหล่งพลังงานมาสนองความต้องการใช้ แต่เวลาเดียวกันนั้น ก็จะต้องปล่อยหรือสร้างก๊าซเรือนกระจกน้อยลงด้วย
ส่วนตัวแปรในระยะสั้น (ของการเปลี่ยนแปลง) เป็นราคานํ้ามันที่ทรุดตํ่าลงในช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน แม้ว่าในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงแดด พลังงานลม และอื่นๆ จะมีสัดส่วนเพียง 4% ในตลาดพลังงานโลก แต่ปริมาณการใช้ที่พุ่งขึ้น 12% ในปีที่ผ่านมา ก็เป็นการเพิ่มในอัตรามากที่ สุดเมื่อเทียบกับพลังงานรูปแบบ อื่นๆ และมีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 ของการขยายตัวทั้งหมดของความต้องการใช้พลังงานในปี 2559
[caption id="attachment_166019" align="aligncenter" width="503"]
รายงานของบีพีว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงาน ยังสอดคล้องกับรายงานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งจัดทำโดย Bloomberg New Energy Finance (BNEF) ที่ระบุว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะก้าวหน้าจนต้นทุนลดลงมากกระทั่งส่งแรงกระเทือนไปยังอุตสาหกรรมถ่านหินและแม้กระทั่งอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ นักวิจัยพบว่าทุกวันนี้ การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์มีต้นทุนผลิตที่แข่งขันได้แล้วกับโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินทั้งในสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี รายงานยังประเมินสถานการณ์ว่า เหตุ การณ์ยังจะเป็นเช่นเดียวกันนี้ในจีนและอินเดียภายในปีค.ศ.2021
ผลศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พลังงานหมุนเวียนกำลังเป็นที่ยอมรับและมีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เคยคาดหมายกันไว้ “ต้นทุนเทคโนโลยีด้านพลังงานรูปแบบใหม่ๆ กำลังลดลงเรื่อยๆ จนประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่มันจะเปลี่ยนเมื่อไหร่มากกว่า” เซ็บ เฮนเบสท์ นักวิจัยของ BNEF กล่าว ยังคาดการณ์เกี่ยวกับตลาดพลังงานในระยะ 23 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2040 ว่า จีนและอินเดียจะกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน โดยคาดว่าทั้ง 2 ประเทศจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าว 4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั่วโลกในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน
รายงานยังระบุด้วยว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยแผงโซลาร์เซลล์ในปัจจุบันได้ลดลงเหลือเพียงเกือบๆ 1 ใน 4 ของต้นทุนในปี 2552 ยังมีแนวโน้มว่าจะลดลงต่อไปอีก 66% ภายในปี 2040 ตามมาด้วยต้นทุนผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมบนชายฝั่ง (onshore wind) ที่ลดลงมาแล้ว 30% ในระยะ 8 ปีที่ผ่านมา ปี 2040 คาดว่าต้นทุนจะลดลงอีก 47% หมาย ความว่า แม้ในหลายๆประเทศที่เคยผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก เช่น จีนและอินเดีย สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมให้พลังงานแสงแดดและพลังงานลม ที่ต้นทุนถูกลงเรื่อยๆ เข้ามาแทนพลังงานดั้งเดิมอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560






