
หวั่นหนี้มะกันโตเร็วกว่าคาด คลังเร่งสภาถกขยายเพดาน
เป็นที่คาดหมายกันว่าการเผชิญหน้าในรัฐสภาสหรัฐฯเกี่ยวกับการขยายเพดานหนี้ภาครัฐเพิ่ม อาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้โดยอาจจะมีการถกประเด็นดังกล่าวก่อนที่จะปิดสมัยการประชุมสภาในเดือนสิงหาคมท่ามกลางมรสุมทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และเค้าลางที่ตัวเลขการจัดเก็บภาษีในปีนี้จะลดลงจากนโยบายของนายทรัมป์เอง
[caption id="attachment_160946" align="aligncenter" width="503"]
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์[/caption]
นโยบายปรับลดภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วและยังตอกยํ้าว่าจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมในการแถลงต่อรัฐสภาเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้บรรดาผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯพากันคาดหมายรายได้ส่วนบุคคลและนิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีรายได้นิติบุคคลที่จะปรับลดลงแม้ว่าในสภาคองเกรส แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันที่เป็นพรรครัฐบาลในเวลานี้ ก็ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันเองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ความคาดหมายของตลาดนั้นเห็นได้นับตั้งแต่ที่ทรัมป์ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 แทนที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะดำ ดิ่งลงตามที่เคยมีการประเมินสถานการณ์เอาไว้ กลับพุ่งขึ้นโดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นผลจากความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายปฏิรูปของทรัมป์ถึงรวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีด้วยการปรับลดอัตราภาษีหลายรายการเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ นโยบายปฏิรูปหลายโครงการของทรัมป์ยังไม่ปรากฏผลให้เห็นเป็นรูปธรรม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและสำนักงบประมาณสภาคองเกรส (ซีบีโอ) ได้ออกมาชี้ให้เห็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ว่า กำลังมีการชะลอการชำระภาษีเพื่อรอรับประโยชน์จากการประกาศปรับลดภาษีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้
การชำระภาษีที่ช้าลงและรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่คาดว่าจะน้อยลงในปีนี้ ได้สร้างแรงกดดันให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯจำเป็นต้องกู้ยืมเงินมากกว่าความคาดหมายเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย และจะทำให้รัฐบาลสร้างหนี้ชนเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้เร็วกว่าที่คิด ปัจจุบันเพดานหนี้ภาครัฐของสหรัฐอเมริกาตามที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่ที่ระดับ 19.8ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากมีความจำเป็นต้องขอขยายเพดาน ก็จำเป็นจะต้องได้รับการลงคะแนนรับรองให้เพิ่มโดยสภาคองเกรสเท่านั้น
[caption id="attachment_161744" align="aligncenter" width="503"]
หวั่นหนี้มะกันโตเร็วกว่าคาด คลังเร่งสภาถกขยายเพดาน[/caption]
ความจำเป็นต้องขยายเพิ่มเพดานหนี้มักจะเป็นเรื่องถกเถียงดุเดือดระหว่างพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งการค้านแย้งภายในพรรคเดียวกันเอง โดยที่ผ่านมาสมาชิกพรรครีพับลิกันฝ่ายอนุรักษนิยมมักจะนำประเด็นขยายเพิ่มเพดานหนี้มาเป็นเครื่องมือต่อรองให้รัฐบาลลดทอนการใช้จ่ายลง ยิ่งในเวลานี้ ที่รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเจอมรสุมกระหนํ่าทางการเมืองจากกรณีการปลดนายเจมส์ โคมีย์ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง(เอฟบีไอ) บรรดาสมาชิกพรรครีพับลิกันสายอนุรักษ์นิยมจัด ที่รู้จักกันในนามกลุ่มThe House Freedom Caucusได้เตรียมออกมาเรียกร้องให้มีการลดทอนการใช้จ่ายในภาครัฐอีกแล้วเพื่อให้สามารถขยับเพิ่มเพดานหนี้อีกครั้ง
ในปี 2554 สหรัฐฯเคยประสบภาวะทางตัน โดยกระบวนการทางรัฐสภาไม่สามารถขยับเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันเวลาทำให้ส่อเค้าว่ารัฐบาลจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตากำหนดเวลา สถานการณ์ในครั้งนั้น ทำให้สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ปรับลดเรตติ้งความน่าเชื่อถือทางการเงินของสหรัฐฯลงจากระดับAAA แต่สำหรับในปีนี้ นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯได้พยายามใช้อำนาจฉุกเฉินที่มีอยู่หลีกเลี่ยงไม่ให้ยอดหนี้ชนเพดาน แต่ก็เชื่อว่าจะต้านทานได้จนถึงเดือนตุลาคมเท่านั้น ยิ่งแนวโน้มการจัดเก็บภาษีในปีนี้จะตํ่ากว่าที่เคยเป็นมาเนื่องจากมาตรการปรับโครงสร้างภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ยอดหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯพุ่งแตะเพดานเร็วกว่าคาดหมาย จนเมื่อเร็วๆ นี้ นายสตีเวน มนูชินรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ต้องออกมาเรียกร้องให้สภาเร่งพิจารณาการขยายเพิ่มเพดานหนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงการพักประชุมสภาในช่วงฤดูร้อนที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
[caption id="attachment_160946" align="aligncenter" width="503"]
นโยบายปรับลดภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วและยังตอกยํ้าว่าจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมในการแถลงต่อรัฐสภาเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้บรรดาผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯพากันคาดหมายรายได้ส่วนบุคคลและนิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีรายได้นิติบุคคลที่จะปรับลดลงแม้ว่าในสภาคองเกรส แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันที่เป็นพรรครัฐบาลในเวลานี้ ก็ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันเองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ความคาดหมายของตลาดนั้นเห็นได้นับตั้งแต่ที่ทรัมป์ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 แทนที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะดำ ดิ่งลงตามที่เคยมีการประเมินสถานการณ์เอาไว้ กลับพุ่งขึ้นโดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นผลจากความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายปฏิรูปของทรัมป์ถึงรวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีด้วยการปรับลดอัตราภาษีหลายรายการเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ นโยบายปฏิรูปหลายโครงการของทรัมป์ยังไม่ปรากฏผลให้เห็นเป็นรูปธรรม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและสำนักงบประมาณสภาคองเกรส (ซีบีโอ) ได้ออกมาชี้ให้เห็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ว่า กำลังมีการชะลอการชำระภาษีเพื่อรอรับประโยชน์จากการประกาศปรับลดภาษีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้
การชำระภาษีที่ช้าลงและรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่คาดว่าจะน้อยลงในปีนี้ ได้สร้างแรงกดดันให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯจำเป็นต้องกู้ยืมเงินมากกว่าความคาดหมายเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย และจะทำให้รัฐบาลสร้างหนี้ชนเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้เร็วกว่าที่คิด ปัจจุบันเพดานหนี้ภาครัฐของสหรัฐอเมริกาตามที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่ที่ระดับ 19.8ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากมีความจำเป็นต้องขอขยายเพดาน ก็จำเป็นจะต้องได้รับการลงคะแนนรับรองให้เพิ่มโดยสภาคองเกรสเท่านั้น
[caption id="attachment_161744" align="aligncenter" width="503"]
ความจำเป็นต้องขยายเพิ่มเพดานหนี้มักจะเป็นเรื่องถกเถียงดุเดือดระหว่างพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งการค้านแย้งภายในพรรคเดียวกันเอง โดยที่ผ่านมาสมาชิกพรรครีพับลิกันฝ่ายอนุรักษนิยมมักจะนำประเด็นขยายเพิ่มเพดานหนี้มาเป็นเครื่องมือต่อรองให้รัฐบาลลดทอนการใช้จ่ายลง ยิ่งในเวลานี้ ที่รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเจอมรสุมกระหนํ่าทางการเมืองจากกรณีการปลดนายเจมส์ โคมีย์ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง(เอฟบีไอ) บรรดาสมาชิกพรรครีพับลิกันสายอนุรักษ์นิยมจัด ที่รู้จักกันในนามกลุ่มThe House Freedom Caucusได้เตรียมออกมาเรียกร้องให้มีการลดทอนการใช้จ่ายในภาครัฐอีกแล้วเพื่อให้สามารถขยับเพิ่มเพดานหนี้อีกครั้ง
ในปี 2554 สหรัฐฯเคยประสบภาวะทางตัน โดยกระบวนการทางรัฐสภาไม่สามารถขยับเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันเวลาทำให้ส่อเค้าว่ารัฐบาลจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตากำหนดเวลา สถานการณ์ในครั้งนั้น ทำให้สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ปรับลดเรตติ้งความน่าเชื่อถือทางการเงินของสหรัฐฯลงจากระดับAAA แต่สำหรับในปีนี้ นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯได้พยายามใช้อำนาจฉุกเฉินที่มีอยู่หลีกเลี่ยงไม่ให้ยอดหนี้ชนเพดาน แต่ก็เชื่อว่าจะต้านทานได้จนถึงเดือนตุลาคมเท่านั้น ยิ่งแนวโน้มการจัดเก็บภาษีในปีนี้จะตํ่ากว่าที่เคยเป็นมาเนื่องจากมาตรการปรับโครงสร้างภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ยอดหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯพุ่งแตะเพดานเร็วกว่าคาดหมาย จนเมื่อเร็วๆ นี้ นายสตีเวน มนูชินรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ต้องออกมาเรียกร้องให้สภาเร่งพิจารณาการขยายเพิ่มเพดานหนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงการพักประชุมสภาในช่วงฤดูร้อนที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560






