
โตโยต้า vs เทสลา จากหุ้นส่วนสู่คู่แข่ง
10ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง โตโยต้า และผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าน้องใหม่ เทสลา กำลังเปลี่ยนแปลงจากการเป็นหุ้นส่วนไปสู่การเป็นคู่แข่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว หลังโตโยต้าขายหุ้นที่ถืออยู่ในเทสลาทั้งหมดไปเป็นที่เรียบร้อย
โตโยต้าทุ่มเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อหุ้นประมาณ 3% ของเทสลาในปี 2553 ด้วยความหวังว่า วัฒนธรรมการบริหารงานของบริษัทสตาร์ทอัพอย่างเทสลาจะถูกถ่ายทอดมาสู่ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าบ้าง "โตโยต้าต้องการเรียนรู้จิตใจนักสู้ การตัดสินใจที่รวดเร็ว และความยืดหยุ่นที่เทสลามี" นายอาคิโอะ โทโยดะ ประธานโตโยต้ากล่าวในเวลานั้น
[caption id="attachment_22268" align="aligncenter" width="503"]
อาคิโอะ โตโยดะ[/caption]
ในปี 2555 โตโยต้านำรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่น RAV4 EV ที่พัฒนาร่วมกับเทสลาออกวางตลาด อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างโตโยต้าและเทสลาคงอยู่ได้ไม่นาน ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากวัฒนธรรมการบริหารงานที่แตกต่างกัน โดยโตโยต้ายุติการขายรถยนต์รุ่น RAV4 EV ในปี 2557 และขายหุ้นส่วนหนึ่งในเทสลาไปในปีเดียวกันนั้นเอง
และเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โตโยต้าตัดสินใจขายหุ้นที่เหลือในเทสลาทั้งหมด เท่ากับเป็นการยุติการเป็นหุ้นส่วนระหว่างโตโยต้าและเทสลาอย่างเป็นทางการ หลังจากทั้งสองบริษัทไม่มีความร่วมมือใดๆ กันอีกนับตั้งแต่ปี 2558
ความสัมพันธ์ที่ยุติลงอย่างเป็นทางการจะทำให้ต่อจากนี้ไปโตโยต้าและเทสลากลายมาเป็นคู่แข่งขันกันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โตโยต้าเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฮบริด ด้วยรถยนต์รุ่น พรีอุส และเป็นผู้นำในเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แม้ว่าที่ผ่านมาโตโยต้ามีความลังเลที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากความไม่มั่นใจในเรื่องของระยะทาง ต้นทุน และความคงทนของแบตเตอรี แต่ความสำเร็จของเทสลา ประกอบกับมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงการออกนโยบายสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลประเทศต่างๆ ทำให้โตโยต้าจำเป็นต้องหันมาไล่ตามผู้ผลิตรายอื่นในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
[caption id="attachment_157664" align="aligncenter" width="503"]
โตโยต้า vs เทสลา จากหุ้นส่วนสู่คู่แข่ง[/caption]
ขณะที่เทสลาเองก็กำลังเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นเพียงบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพไปสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์สำหรับตลาดแมส หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงกับรถยนต์ซีดานไฟฟ้าหรูรุ่น โมเดล เอส (Model S) ซึ่งออกสู่ตลาดในปี 2555 และกลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำยอดขายได้สูงสุดในปี 2558 และ 2559 ตามมาด้วยรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์รุ่น โมเดล เอ็กซ์ (Model X) ในปี 2559 เทสลากำลังเตรียมการรุกตลาดแมสด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด โมเดล 3 (Model 3) ที่ตั้งราคาขายถูกลงกว่ารุ่นก่อนๆ เพื่อหวังขยายฐานลูกค้า โดยโมเดล 3 เปิดตัวไปเมื่อปีก่อนและมีกำหนดออกวางตลาดภายในปีนี้
นอกจากนี้ ล่าสุดเทสลายังได้ขยายตลาดในญี่ปุ่น ด้วยการเปิดโชว์รูมในเมืองนาโกยา ซึ่งเป็นโชว์รูมแห่งที่ 6 ในญี่ปุ่นของเทสลาและเป็นแห่งที่ใหญ่ที่สุด นาโกยานั้นเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของโตโยต้า เรียกได้ว่าเทสลาเข้าไปประกาศตัวแข่งขันกับโตโยต้าอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ บริษัทวิจัย เอชไอเอส ออโตโมทีฟ ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโตขึ้น 10 เท่าจากปี 2558 เป็น 3.7 ล้านคันภายในปี 2568
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560
โตโยต้าทุ่มเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อหุ้นประมาณ 3% ของเทสลาในปี 2553 ด้วยความหวังว่า วัฒนธรรมการบริหารงานของบริษัทสตาร์ทอัพอย่างเทสลาจะถูกถ่ายทอดมาสู่ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าบ้าง "โตโยต้าต้องการเรียนรู้จิตใจนักสู้ การตัดสินใจที่รวดเร็ว และความยืดหยุ่นที่เทสลามี" นายอาคิโอะ โทโยดะ ประธานโตโยต้ากล่าวในเวลานั้น
[caption id="attachment_22268" align="aligncenter" width="503"]
ในปี 2555 โตโยต้านำรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่น RAV4 EV ที่พัฒนาร่วมกับเทสลาออกวางตลาด อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างโตโยต้าและเทสลาคงอยู่ได้ไม่นาน ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากวัฒนธรรมการบริหารงานที่แตกต่างกัน โดยโตโยต้ายุติการขายรถยนต์รุ่น RAV4 EV ในปี 2557 และขายหุ้นส่วนหนึ่งในเทสลาไปในปีเดียวกันนั้นเอง
และเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โตโยต้าตัดสินใจขายหุ้นที่เหลือในเทสลาทั้งหมด เท่ากับเป็นการยุติการเป็นหุ้นส่วนระหว่างโตโยต้าและเทสลาอย่างเป็นทางการ หลังจากทั้งสองบริษัทไม่มีความร่วมมือใดๆ กันอีกนับตั้งแต่ปี 2558
ความสัมพันธ์ที่ยุติลงอย่างเป็นทางการจะทำให้ต่อจากนี้ไปโตโยต้าและเทสลากลายมาเป็นคู่แข่งขันกันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โตโยต้าเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฮบริด ด้วยรถยนต์รุ่น พรีอุส และเป็นผู้นำในเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แม้ว่าที่ผ่านมาโตโยต้ามีความลังเลที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากความไม่มั่นใจในเรื่องของระยะทาง ต้นทุน และความคงทนของแบตเตอรี แต่ความสำเร็จของเทสลา ประกอบกับมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงการออกนโยบายสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลประเทศต่างๆ ทำให้โตโยต้าจำเป็นต้องหันมาไล่ตามผู้ผลิตรายอื่นในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
[caption id="attachment_157664" align="aligncenter" width="503"]
ขณะที่เทสลาเองก็กำลังเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นเพียงบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพไปสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์สำหรับตลาดแมส หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงกับรถยนต์ซีดานไฟฟ้าหรูรุ่น โมเดล เอส (Model S) ซึ่งออกสู่ตลาดในปี 2555 และกลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำยอดขายได้สูงสุดในปี 2558 และ 2559 ตามมาด้วยรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์รุ่น โมเดล เอ็กซ์ (Model X) ในปี 2559 เทสลากำลังเตรียมการรุกตลาดแมสด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด โมเดล 3 (Model 3) ที่ตั้งราคาขายถูกลงกว่ารุ่นก่อนๆ เพื่อหวังขยายฐานลูกค้า โดยโมเดล 3 เปิดตัวไปเมื่อปีก่อนและมีกำหนดออกวางตลาดภายในปีนี้
นอกจากนี้ ล่าสุดเทสลายังได้ขยายตลาดในญี่ปุ่น ด้วยการเปิดโชว์รูมในเมืองนาโกยา ซึ่งเป็นโชว์รูมแห่งที่ 6 ในญี่ปุ่นของเทสลาและเป็นแห่งที่ใหญ่ที่สุด นาโกยานั้นเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของโตโยต้า เรียกได้ว่าเทสลาเข้าไปประกาศตัวแข่งขันกับโตโยต้าอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ บริษัทวิจัย เอชไอเอส ออโตโมทีฟ ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโตขึ้น 10 เท่าจากปี 2558 เป็น 3.7 ล้านคันภายในปี 2568
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560






