
เอกชนมะกันไม่สน ‘ทรัมป์’ เดินหน้าทำแผนลดโลกร้อน
ถึงแม้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะตัดสินใจนำสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากสนธิสัญญาลดโลกร้อน หรือ Paris Accord ซึ่งเกือบ 200 ประเทศได้ลงนามกันไว้ในปี 2558 โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ แต่กระบวนการถอดถอนประเทศออกจากสนธิสัญญาดังกล่าวอาจต้องใช้ระยะเวลาถึง 4 ปี และในระหว่างนี้ ธุรกิจเอกชนรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นของหลายมลรัฐในสหรัฐฯยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งหน้าสู่เป้าหมายของสนธิสัญญาฉบับนี้ต่อไป
ประธานาธิบดีสหรัฐฯระบุว่า สนธิสัญญาปารีสส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ เขาต้องการจะเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องนี้ใหม่ ซึ่งจะต้องไม่ทำให้ธุรกิจของสหรัฐฯและแรงงานชาวอเมริกัน ต้องเสียผลประโยชน์ ทั้งนี้ สนธิสัญญาปารีสที่สหรัฐฯ (ในสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา) และอีก 194 ประเทศ ตกลงไว้ร่วมกันภายในเวทีขององค์การสหประชาชาตินั้น มีเป้าหมายที่จะจำกัดการเพิ่มของอุณหภูมิโลกให้อุณหภูมิไม่เพิ่มเกิน2 องศาเซลเซียส ซึ่งในขณะนั้น มีเพียงประเทศซีเรียและนิการากัว ที่ไม่ได้ลงนามในสนสัญญา อย่างไรก็ตาม ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้คำมั่นต่อชาวอเมริกันผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งว่า เขาจะพาสหรัฐฯออกจากสนธิสัญญานี้ และหันกลับไปสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันและถ่านหินของประเทศอีกครั้ง
[caption id="attachment_145516" align="aligncenter" width="503"]
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์[/caption]
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯในครั้งนี้ โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าสหรัฐฯเห็นแก่ผลประโยชน์ของธุรกิจอเมริกันและโดดเดี่ยวตัวเองออกจากประชาคมโลกในเรื่องพันธกิจแก้ไขปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมาได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มผู้นำรัฐบาลท้องถิ่น นักวิชาการ และผู้นำในภาคธุรกิจเอกชนของสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนว่าจะร่วมกันจัดทำแผนเพื่อยื่นต่อสหประชาชาติ แสดงความมุ่งมั่นว่ายังคงขอร่วมกระบวนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกับนานาประเทศที่ลงนามในสนสัญญาดังกล่าวต่อไป เช่นด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือความร้อนจากใต้ดิน และสนับสนุนการก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงาน การผลิตสินค้าและบริการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เป็นต้น
นายไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์คและเป็นผู้ประสานงานของกลุ่มดังกล่าวเผยว่า มีนายกเทศมนตรี 30 คน ผู้ว่าการรัฐ 3 รัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมากกว่า 80 แห่ง และผู้นำองค์กรธุรกิจเอกชนของสหรัฐฯมากกว่า 100 รายที่รวมกลุ่มกันเดินหน้าในเรื่องนี้ “เราจะทำทุกอย่างที่อเมริกาต้องทำภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญา” บลูมเบิร์กให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นอเมริกัน ทั้งนี้ เป้าหมายก็เพื่อร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน โดยจะลดลงให้ได้ 26% ภายในปี ค.ศ. 2025 (เปรียบเทียบกับปี 2005)
[caption id="attachment_157638" align="aligncenter" width="503"]
เอกชนมะกันไม่สน ‘ทรัมป์’ เดินหน้าทำแผนลดโลกร้อน[/caption]
นักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ว่า การที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากสนธิสัญญาปารีส จะทำให้ทุกประเทศที่เหลือบรรลุเป้าหมายที่พวกเขาตั้งไว้ได้ยากขึ้น ทั้งนี้ ถึงแม้สหรัฐฯ จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของทั้งโลก แต่สหรัฐฯก็เป็นผู้สนับสนุนทั้งทุนทรัพย์และเทคโนโลยีที่สำคัญ ที่จะสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญา สามารถดำเนินโครงการแก้ปัญหาโลกร้อนได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560
ประธานาธิบดีสหรัฐฯระบุว่า สนธิสัญญาปารีสส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ เขาต้องการจะเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องนี้ใหม่ ซึ่งจะต้องไม่ทำให้ธุรกิจของสหรัฐฯและแรงงานชาวอเมริกัน ต้องเสียผลประโยชน์ ทั้งนี้ สนธิสัญญาปารีสที่สหรัฐฯ (ในสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา) และอีก 194 ประเทศ ตกลงไว้ร่วมกันภายในเวทีขององค์การสหประชาชาตินั้น มีเป้าหมายที่จะจำกัดการเพิ่มของอุณหภูมิโลกให้อุณหภูมิไม่เพิ่มเกิน2 องศาเซลเซียส ซึ่งในขณะนั้น มีเพียงประเทศซีเรียและนิการากัว ที่ไม่ได้ลงนามในสนสัญญา อย่างไรก็ตาม ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้คำมั่นต่อชาวอเมริกันผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งว่า เขาจะพาสหรัฐฯออกจากสนธิสัญญานี้ และหันกลับไปสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันและถ่านหินของประเทศอีกครั้ง
[caption id="attachment_145516" align="aligncenter" width="503"]
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯในครั้งนี้ โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าสหรัฐฯเห็นแก่ผลประโยชน์ของธุรกิจอเมริกันและโดดเดี่ยวตัวเองออกจากประชาคมโลกในเรื่องพันธกิจแก้ไขปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมาได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มผู้นำรัฐบาลท้องถิ่น นักวิชาการ และผู้นำในภาคธุรกิจเอกชนของสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนว่าจะร่วมกันจัดทำแผนเพื่อยื่นต่อสหประชาชาติ แสดงความมุ่งมั่นว่ายังคงขอร่วมกระบวนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกับนานาประเทศที่ลงนามในสนสัญญาดังกล่าวต่อไป เช่นด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือความร้อนจากใต้ดิน และสนับสนุนการก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงาน การผลิตสินค้าและบริการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เป็นต้น
นายไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์คและเป็นผู้ประสานงานของกลุ่มดังกล่าวเผยว่า มีนายกเทศมนตรี 30 คน ผู้ว่าการรัฐ 3 รัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมากกว่า 80 แห่ง และผู้นำองค์กรธุรกิจเอกชนของสหรัฐฯมากกว่า 100 รายที่รวมกลุ่มกันเดินหน้าในเรื่องนี้ “เราจะทำทุกอย่างที่อเมริกาต้องทำภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญา” บลูมเบิร์กให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นอเมริกัน ทั้งนี้ เป้าหมายก็เพื่อร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน โดยจะลดลงให้ได้ 26% ภายในปี ค.ศ. 2025 (เปรียบเทียบกับปี 2005)
[caption id="attachment_157638" align="aligncenter" width="503"]
นักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ว่า การที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากสนธิสัญญาปารีส จะทำให้ทุกประเทศที่เหลือบรรลุเป้าหมายที่พวกเขาตั้งไว้ได้ยากขึ้น ทั้งนี้ ถึงแม้สหรัฐฯ จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของทั้งโลก แต่สหรัฐฯก็เป็นผู้สนับสนุนทั้งทุนทรัพย์และเทคโนโลยีที่สำคัญ ที่จะสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญา สามารถดำเนินโครงการแก้ปัญหาโลกร้อนได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560






