
กระแสชาตินิยมไม่สิ้นฤทธิ์ แม้‘เลอ แปน’พ่ายแพ้การเลือกตั้งเมืองน้ำหอม
ชัยชนะของนายเอ็มมานูเอล มาครง ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ช่วยลดทอนความกังวลใจจากกระแสชาตินิยมที่แนวโน้มชัดเจนขึ้นในหลายประเทศยุโรป แต่นักวิเคราะห์บางรายโต้ว่ากระแสชาตินิยมเพียงแค่ผ่อนลงไปเท่านั้น แต่ยังไม่หมดไปอย่างแน่นอน
หลังจากชัยชนะของฝ่ายสนับสนุน "เบร็กซิท" ในการลงประชามติของสหราชอาณาจักร ตามมาด้วยชัยชนะอย่างเหนือความคาดหมายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีก่อน กระแสชาตินิยมต่อต้านโลกาภิวัตน์ในประเทศตะวันตกจึงเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้มีการเลือกตั้งที่สำคัญในหลายประเทศยุโรป ซึ่งผลการเลือกตั้งมีโอกาสที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรียในเดือนธันวาคมปีก่อน ซึ่งนายนอร์เบิร์ต โฮเฟอร์ ตัวแทนจากฝ่ายขวาจัดพ่ายแพ้ไปอย่างเฉียดฉิว ตามมาด้วยการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ ที่นายเกิร์ท วิลเดอร์ ผู้สมัครที่มีจุดยืนคัดค้านยุโรปเต็มตัวทำคะแนนได้ต่ำกว่าความคาดหมาย จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสล่าสุด ที่นางมาครีน เลอ แปน จากพรรคฝ่ายขวาจัดซึ่งคัดค้านยุโรปและยูโรโซน พ่ายแพ้ให้กับนายเอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครสายกลางที่สนับสนุนยุโรปไปอย่างขาดลอย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นลดทอนความกังวลใจของหลายฝ่ายว่าเหตุการณ์การเมืองในยุโรปจะไม่ก้าวเข้าสู่จุดพลิกผัน อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ นักลงทุนตอบรับชัยชนะของนายมาครงด้วยการส่งให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น หลังจากความไม่แน่นอนทางการเมืองกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ผู้นำยุโรปต่างออกมากล่าวสนับสนุนนายมาครงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของยุโรป
"ฝรั่งเศสซึ่งเป็นมิตร เพื่อนบ้าน และหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของสเปน จะมีบทบาทในการสนับสนุนความก้าวหน้าและความเข้มแข็งของสหภาพยุโรปในช่วงเวลาที่สำคัญของประวัติศาสตร์" นายมาริอาโน ราฮอย นายกรัฐมนตรีสเปน กล่าว
ด้านโฆษกของนางอันเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดเผยว่า ผู้นำเยอรมนีได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับว่าที่ผู้นำฝรั่งเศส พร้อมกับชื่นชมจุดยืนของนายมาครงในการสนับสนุนความเป็นเอกภาพและเปิดกว้างของสหภาพยุโรป และตั้งตาคอยที่จะทำงานร่วมกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนใหม่
อย่างไรก็ดี แม้ฝ่ายต่อต้านยุโรปจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ แต่นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า นี่ยังไม่ใช่จุดจบของกระแสชาตินิยม และอาจเป็นคลื่นใต้น้ำที่รอวันฟื้นกลับคืนมา เมื่อดูจากการเลือกตั้งในหลายประเทศ แม้ว่าฝ่ายชาตินิยมจะไม่ได้รับชัยชนะ แต่ผู้สมัครหลายคนทำผลงานได้ดีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต
ในฝรั่งเศส นางเลอ แปน ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งรอบแรกเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งในปี 2555 ราว 1.2 ล้านคะแนน ส่งให้เธอได้เข้าไปชิงชัยในการเลือกตั้งรอบ 2 เป็นครั้งแรก และด้วยคะแนนเสียง 10.6 ล้านคะแนนที่เธอทำได้ในรอบ 2 ก็มากกว่าคะแนนเสียง 5.5 ล้านคะแนนที่นายฌอง-มารี เลอ แปน บิดาของเธอทำได้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบ 2 เมื่อปี 2545 ถึงเกือบ 2 เท่า
ขณะที่พรรคของนายวิลเดอร์ปัจจุบันมี 20 ที่นั่งในสภาของเนเธอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 5 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งก่อนและกลายมาเป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงมากเป็นอันดับ 2 ในสภา ส่วนนายโฮเฟอร์พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรียรอบตัดเชือกอย่างเฉียดฉิวด้วยคะแนนถึง 46% เทียบกับผู้สมัครจากพรรคเดียวกันที่ได้รับคะแนนเสียงเพียง 15% ในการเลือกตั้งปี 2553
แม้แต่ชัยชนะของนายมาครงเอง ที่แม้จะสนับสนุนยุโรปแต่ก็เป็นผู้สมัครที่มาจากกลุ่มการเมืองอิสระ ไม่ใช่จากพรรคใหญ่ดั้งเดิม แสดงให้เห็นว่าชาวฝรั่งเศสจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง แม้จะยังไม่พร้อมที่จะออกจากสหภาพยุโรปก็ตาม ซึ่งถ้านายมาครงไม่สามารถทำได้ตามที่ให้สัญญาไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ก็มีโอกาสที่นางเลอ แปน หรือผู้สมัครที่คัดค้านยุโรปรายอื่นๆ ก้าวขึ้นมาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ทั้งนี้ ยุโรปยังเหลือการเลือกตั้งสำคัญในเยอรมนีในเดือนกันยายนปีนี้ และการเลือกตั้งทั่วไปในอิตาลีที่จะเกิดขึ้นภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 โดยในเยอรมนีแม้ว่านางแมร์เคิลมีโอกาสสูงที่จะได้รับชัยชนะอีกครั้ง แต่มีการคาดการณ์กันว่าพรรคฝ่ายขวาจัดมีโอกาสได้รับที่นั่งในสภาเป็นครั้งแรก ขณะที่ความหวังของกลุ่มชาตินิยมน่าจะอยู่ที่การเลือกตั้งอิตาลี เนื่องจากกลุ่มไฟว์สตาร์มูฟเมนต์ กลุ่มต่อต้านยุโรป มีคะแนนนิยมนำมาเป็นอันดับ 1 ในเวลานี้
ด้วยวัยเพียง 39 ปี "เอ็มมานูเอล มาครง" พลิกโฉมหน้าการเมืองฝรั่งเศสด้วยการเตรียมก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบ 2 ได้อย่างขาดลอย เขาตัดสินใจฉีกตัวออกมาจากพรรคการเมืองหลัก และวางนโยบายสายกลางเพื่อเป็นทางเลือกให้กับชาวฝรั่งเศสที่เอือมระอากับกลุ่มการเมืองหน้าเก่า "เราไม่สามารถตอบสนองต่อคนกลุ่มเดิมๆ และความคิดแบบเดิมๆ" นายมาครงกล่าวในการเปิดตัวลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปลายปีที่แล้ว
[caption id="attachment_147616" align="aligncenter" width="372"]
เอ็มมานูเอล มาครง[/caption]
นายมาครงเกิดที่เมืองอาเมียง ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2520 เขามีพื้นฐานมาจากครอบครัวแพทย์ จบการศึกษาด้านปรัชญาที่มหาวิทยาลัยปารีส นองแตร์ และต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับสูงจาก Paris Institute of Political Studies และ Ecole Nationale d'Administration ซึ่งล้วนแต่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ
หลังจากทำงานในตำแหน่งผู้ตรวจสอบประจำกระทรวงเศรษฐกิจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบรวมกิจการของวาณิชธนกิจเอกชน Rothschild & Cie Banque มาครงเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง ด้วยการดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระหว่างปี 2555-2557 สมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ จากนั้นในปี 2557 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งผลงานสำคัญคือการปฏิรูปตลาดแรงงานของฝรั่งเศส
เขาลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับกลุ่มการเมือง En Marche ที่เขาก่อตั้งขึ้น ซึ่งในเวลานั้นฝ่ายการเมืองเก่าต่างมองว่านายมาครงเป็นได้เพียงคลื่นกระทบฝั่งเล็กๆ เท่านั้น แต่โอกาสของเขากลับเปิดกว้างหลังจากพรรคการเมืองหลัก ทั้งฝั่งเสรีนิยมของนายโอลลองด์ และฝั่งอนุรักษ์นิยมต่างมีปัญหารุมเร้า ขณะที่นโยบายสายกลาง สนับสนุนยุโรป การเปิดเสรีการค้า และหนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจฝรั่งเศสให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ เป็นนโยบายที่โดนใจชาวฝรั่งเศสจำนวนมาก
แต่แม้มาครงจะได้รับชัยชนะอย่างขาดลอย ก็ไม่ได้หมายความว่างานที่รอคอยเขาอยู่จะเป็นงานง่าย มาครงเข้ามารับตำแหน่งในเวลาที่ชาวฝรั่งเศสมีความเห็นแตกแยกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านยุโรป อีกทั้งเขายังจะต้องฝ่าด่านหินในการนำพาพรรคของตนให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงกลางปีด้วย เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปได้อย่างราบรื่น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,260 วันที่ 11 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
หลังจากชัยชนะของฝ่ายสนับสนุน "เบร็กซิท" ในการลงประชามติของสหราชอาณาจักร ตามมาด้วยชัยชนะอย่างเหนือความคาดหมายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีก่อน กระแสชาตินิยมต่อต้านโลกาภิวัตน์ในประเทศตะวันตกจึงเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้มีการเลือกตั้งที่สำคัญในหลายประเทศยุโรป ซึ่งผลการเลือกตั้งมีโอกาสที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรียในเดือนธันวาคมปีก่อน ซึ่งนายนอร์เบิร์ต โฮเฟอร์ ตัวแทนจากฝ่ายขวาจัดพ่ายแพ้ไปอย่างเฉียดฉิว ตามมาด้วยการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ ที่นายเกิร์ท วิลเดอร์ ผู้สมัครที่มีจุดยืนคัดค้านยุโรปเต็มตัวทำคะแนนได้ต่ำกว่าความคาดหมาย จนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสล่าสุด ที่นางมาครีน เลอ แปน จากพรรคฝ่ายขวาจัดซึ่งคัดค้านยุโรปและยูโรโซน พ่ายแพ้ให้กับนายเอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครสายกลางที่สนับสนุนยุโรปไปอย่างขาดลอย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นลดทอนความกังวลใจของหลายฝ่ายว่าเหตุการณ์การเมืองในยุโรปจะไม่ก้าวเข้าสู่จุดพลิกผัน อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ นักลงทุนตอบรับชัยชนะของนายมาครงด้วยการส่งให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น หลังจากความไม่แน่นอนทางการเมืองกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ผู้นำยุโรปต่างออกมากล่าวสนับสนุนนายมาครงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของยุโรป
"ฝรั่งเศสซึ่งเป็นมิตร เพื่อนบ้าน และหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของสเปน จะมีบทบาทในการสนับสนุนความก้าวหน้าและความเข้มแข็งของสหภาพยุโรปในช่วงเวลาที่สำคัญของประวัติศาสตร์" นายมาริอาโน ราฮอย นายกรัฐมนตรีสเปน กล่าว
ด้านโฆษกของนางอันเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดเผยว่า ผู้นำเยอรมนีได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับว่าที่ผู้นำฝรั่งเศส พร้อมกับชื่นชมจุดยืนของนายมาครงในการสนับสนุนความเป็นเอกภาพและเปิดกว้างของสหภาพยุโรป และตั้งตาคอยที่จะทำงานร่วมกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนใหม่
อย่างไรก็ดี แม้ฝ่ายต่อต้านยุโรปจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ แต่นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า นี่ยังไม่ใช่จุดจบของกระแสชาตินิยม และอาจเป็นคลื่นใต้น้ำที่รอวันฟื้นกลับคืนมา เมื่อดูจากการเลือกตั้งในหลายประเทศ แม้ว่าฝ่ายชาตินิยมจะไม่ได้รับชัยชนะ แต่ผู้สมัครหลายคนทำผลงานได้ดีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต
ในฝรั่งเศส นางเลอ แปน ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งรอบแรกเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งในปี 2555 ราว 1.2 ล้านคะแนน ส่งให้เธอได้เข้าไปชิงชัยในการเลือกตั้งรอบ 2 เป็นครั้งแรก และด้วยคะแนนเสียง 10.6 ล้านคะแนนที่เธอทำได้ในรอบ 2 ก็มากกว่าคะแนนเสียง 5.5 ล้านคะแนนที่นายฌอง-มารี เลอ แปน บิดาของเธอทำได้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบ 2 เมื่อปี 2545 ถึงเกือบ 2 เท่า
ขณะที่พรรคของนายวิลเดอร์ปัจจุบันมี 20 ที่นั่งในสภาของเนเธอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 5 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งก่อนและกลายมาเป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงมากเป็นอันดับ 2 ในสภา ส่วนนายโฮเฟอร์พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรียรอบตัดเชือกอย่างเฉียดฉิวด้วยคะแนนถึง 46% เทียบกับผู้สมัครจากพรรคเดียวกันที่ได้รับคะแนนเสียงเพียง 15% ในการเลือกตั้งปี 2553
แม้แต่ชัยชนะของนายมาครงเอง ที่แม้จะสนับสนุนยุโรปแต่ก็เป็นผู้สมัครที่มาจากกลุ่มการเมืองอิสระ ไม่ใช่จากพรรคใหญ่ดั้งเดิม แสดงให้เห็นว่าชาวฝรั่งเศสจำนวนมากต้องการการเปลี่ยนแปลง แม้จะยังไม่พร้อมที่จะออกจากสหภาพยุโรปก็ตาม ซึ่งถ้านายมาครงไม่สามารถทำได้ตามที่ให้สัญญาไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ก็มีโอกาสที่นางเลอ แปน หรือผู้สมัครที่คัดค้านยุโรปรายอื่นๆ ก้าวขึ้นมาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ทั้งนี้ ยุโรปยังเหลือการเลือกตั้งสำคัญในเยอรมนีในเดือนกันยายนปีนี้ และการเลือกตั้งทั่วไปในอิตาลีที่จะเกิดขึ้นภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 โดยในเยอรมนีแม้ว่านางแมร์เคิลมีโอกาสสูงที่จะได้รับชัยชนะอีกครั้ง แต่มีการคาดการณ์กันว่าพรรคฝ่ายขวาจัดมีโอกาสได้รับที่นั่งในสภาเป็นครั้งแรก ขณะที่ความหวังของกลุ่มชาตินิยมน่าจะอยู่ที่การเลือกตั้งอิตาลี เนื่องจากกลุ่มไฟว์สตาร์มูฟเมนต์ กลุ่มต่อต้านยุโรป มีคะแนนนิยมนำมาเป็นอันดับ 1 ในเวลานี้
รู้จักว่าที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส
ด้วยวัยเพียง 39 ปี "เอ็มมานูเอล มาครง" พลิกโฉมหน้าการเมืองฝรั่งเศสด้วยการเตรียมก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบ 2 ได้อย่างขาดลอย เขาตัดสินใจฉีกตัวออกมาจากพรรคการเมืองหลัก และวางนโยบายสายกลางเพื่อเป็นทางเลือกให้กับชาวฝรั่งเศสที่เอือมระอากับกลุ่มการเมืองหน้าเก่า "เราไม่สามารถตอบสนองต่อคนกลุ่มเดิมๆ และความคิดแบบเดิมๆ" นายมาครงกล่าวในการเปิดตัวลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปลายปีที่แล้ว
[caption id="attachment_147616" align="aligncenter" width="372"]
นายมาครงเกิดที่เมืองอาเมียง ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2520 เขามีพื้นฐานมาจากครอบครัวแพทย์ จบการศึกษาด้านปรัชญาที่มหาวิทยาลัยปารีส นองแตร์ และต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับสูงจาก Paris Institute of Political Studies และ Ecole Nationale d'Administration ซึ่งล้วนแต่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ
หลังจากทำงานในตำแหน่งผู้ตรวจสอบประจำกระทรวงเศรษฐกิจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบรวมกิจการของวาณิชธนกิจเอกชน Rothschild & Cie Banque มาครงเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง ด้วยการดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระหว่างปี 2555-2557 สมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ จากนั้นในปี 2557 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งผลงานสำคัญคือการปฏิรูปตลาดแรงงานของฝรั่งเศส
เขาลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับกลุ่มการเมือง En Marche ที่เขาก่อตั้งขึ้น ซึ่งในเวลานั้นฝ่ายการเมืองเก่าต่างมองว่านายมาครงเป็นได้เพียงคลื่นกระทบฝั่งเล็กๆ เท่านั้น แต่โอกาสของเขากลับเปิดกว้างหลังจากพรรคการเมืองหลัก ทั้งฝั่งเสรีนิยมของนายโอลลองด์ และฝั่งอนุรักษ์นิยมต่างมีปัญหารุมเร้า ขณะที่นโยบายสายกลาง สนับสนุนยุโรป การเปิดเสรีการค้า และหนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจฝรั่งเศสให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ เป็นนโยบายที่โดนใจชาวฝรั่งเศสจำนวนมาก
แต่แม้มาครงจะได้รับชัยชนะอย่างขาดลอย ก็ไม่ได้หมายความว่างานที่รอคอยเขาอยู่จะเป็นงานง่าย มาครงเข้ามารับตำแหน่งในเวลาที่ชาวฝรั่งเศสมีความเห็นแตกแยกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านยุโรป อีกทั้งเขายังจะต้องฝ่าด่านหินในการนำพาพรรคของตนให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงกลางปีด้วย เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปได้อย่างราบรื่น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,260 วันที่ 11 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






